แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

3G ประเทศไทยเริ่มใช้ 3 ธันวาคม 2009 นี้!

ผู้ให้บริการ 3G ในลักษณะ Virtual Operator หรือ MVNO ในประเทศไทยที่จะให้บริการบนเครือข่ายของ TOT ที่จะเปิดตัวในวันที่ 3 ธันวาคมนี้มีใครบ้าง แล้วได้ข้อมูลมาตามนี้ครับ โดยผู้ให้บริการ MVNO บนเครือข่าย 3G ของ TOT นั้นจะมีทั้งหมดด้วยกันห้าราย ได้แก่ Loxley, Samart I-Mobile, 365 Communications, IEC International และ M Consultant Corporation ครับ โดยทั้งหมดนี้คาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ โดยทั้งหมดนี้จะชูเรื่องราคาเป็นสิ่งสำคัญ โดยจากที่มานั้นได้พูดไว้ว่าราคาคาดว่าจะถูกกว่าเครือข่าย 2G ทั้งหมดกว่า 10 เท่า เนื่องจากความสามารถในการใช้แบนด์วิธที่สูงกว่า

ในขณะเดียวกัน ทาง TOT เองนั้นก็ไม่ได้เปิดเผยโควตาจำนวนหมายเลขโทรศัพท์ที่ได้จัดสรรให้กับผู้ให้ บริการ MVNO ทั้งหลาย แต่ได้สงวน 20% ของจำนวนหมายเลขทั้งหมดให้กับบริการ 3G ที่บริษัทจะดำเนินการเองในอนาคต สำหรับเครือข่าย 3G ของ TOT นั้นสามารถให้บริการโทรศัพท์ 3G ได้กว่าห้าแสนหมายเลข โดยในส่วนของ Loxley นั้น ตามที่ได้เสนอแบบแผนธุรกิจมา บริษัทจะให้บริการ MVNO ภายใต้แบรนด์ Season สำหรับบริการเสียงและแบรนด์ I-Kool สำหรับบริการข้อมูล น่าสนใจเหมือนกันครับ สำหรับชาวกรุงเทพ ในอนาคตอันใกล้คงมีแบรนด์ 3G ให้เลือกกันมากมายเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ปากกาดิจิตอลอัจฉริยะ Digital Pen Flash Recorder

บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เปิดตัวอุปกรณ์เสริมแรง สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กโดยเฉพาะ ด้วยนวัตกรรมปากกาดิจิตอล Intellipen ปากกาอัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด Digital Pen Flash Recorder ที่มาพร้อม USB Flash ที่ช่วยเก็บบันทึกข้อความเขียน ภาพสเก็ต ภาพวาด ได้ในทุกที่ เพียงแค่คลิบ USB Flash เข้าที่กระดาษธรรมดาทั่วไป แล้วเขียนด้วยปากกาดิจิตอล ข้อมูลจะถูกบันทึกเข้าไปทันที โดยไม่ต้องต่อเครื่องคอมฯ หรือจะนำข้อมูลที่เขียนหรือสะเก็ตทั้งหมดเข้าสู่คอมพ ิวเตอร์โดยผ่านช่อง USB ก็สะดวกใช้งานง่าย ตัว Flash drive ยังทำหน้าที่เก็บไฟล์ทั่วไป เช่น ไฟล์ MP3, Movie หรืออื่นๆ ข้อความที่ขีดเขียนยังสามารถแปลงเป็นตัวอักษรได้ (Text) หรือจัดเก็บแปลงเป็นไฟล์อื่น

สำหรับคุณสมบัติเด่นในการทำงานของ Digital Pen Flash Recorder นั้น สามารถนำไปขีดเขียน สเก็ตภาพและบันทึกได้ง่ายกับกระดาษทุกประเภท สะดวกพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ สามารถเก็บบันทึกข้อความที่เขียน ได้ไม่น้อยกว่า 200 หน้า พร้อมกับการเก็บไฟล์ประเกทต่าง ๆ เช่น MP3, Videos อื่น ๆ เช่นเดียวกับ Flash Drive ทั่วไปได้ โดยนำข้อมูลที่เขียนบันทึกเข้าสู่คอมพิวเตอร์ผ่านช่อ ง USB แปลงข้อมูลเขียนเป็นตัวอักษรได้ (Text) เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น และส่งผ่านข้อมูลที่เขียน หรือสเกต ทางอีเมล์ได้แบตเตอรี่กินไฟน้อย, ไส้ปากกาเปลี่ยนได้เหมือนปากกาทั่วไป

ปากกาดิจิตอลอัจฉริยะ Digital Pen Flash Recorder เหมาะสำหรับ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และบุคคลทั่วไป เหมาะสำหรับการจดเล็กเชอร์ในห้องเรียน งานประชุมสัมมนาต่าง ๆ ที่ต้องการ จดขีดเขียนรายงานต่างๆ เขียนบันทึก สเก็ตภาพ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ที่ต้องการ สามารถร่างความคิด ไอเดีย ต่างๆ จากเหตุการณ์ที่พบเห็นได้ทันที และสามารถบันทึกภาพสเก็ตจากสถานที่ต่างๆ ได้ตลอดเวลา ปากกาดิจิตอลอัจฉริยะ Digital Pen Flash Recorder มีจำหน่ายแล้วในราคา 3,900 บาท ที่ไอทีซิตี้ทุกสาขา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เอสวีโอเอคอล์ลเซ็นเตอร์ 02-686-9000 หรือ www.svoa.co.th

ขอบคุณข่าวจาก ไทยเกมส์มิ่ง

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เริ่มต้นรู้จักกับ แอนดรอยด์ กันเถอะ ก่อนจะตกเทรน

สำหรับชั่วโมงนี้ หากใครได้ติดตามข่าวทั้งจากเว็บไซด์ในไทยและต่างประเทศจะสังเกตได้คล้ายๆผมว่า ระบบปฎิบัติการ แอนดรอยด์นั้น มันมาแรงจริงๆ มันมีพันธมิตรร่วมอุดมการณ์กันหลายบริษัท ทั้งเล็กและใหญ่ปนๆกันไป หากดูค่ายใหญ่ก็อย่างเช่น Motorola , HTC , Acer , Samsung , LG , Sony Ericsson , Asus ในตอนนี้มันคงจะยากที่จะปฎิเสธที่จะไม่รู้จักกับ แอนดรอยด์แล้วหละครับ เพราะแทบทุกวันจะมีเครื่องในรูปแบบ แอนดรอยด์ ออกสู่ตลาดเยอะมากในช่วงนี้ เยอะกว่าเครื่องที่ใช้ Windows Mobile เสียอีก ดังนั้นในช่วงนี้ ผมยังมองว่ามันเป็นช่วงเริ่มของระบบปฎิบัติการใหม่นี้ ซึ่งในตอนนี้เวอร์ชั่นของตัวระบบปฎิบัติการที่ใหม่ที่สุดคือ 1.6 ( 9/11/2009 ) และจะมีเวอร์ชั่น 2.0 ตามออกมาอีกไม่นานนี้

แอนดรอยด์ไม่ใช่ระบบปฎิบัติการบนมือถือที่ดีที่สุด หรือฉลาดที่สุด แต่อาจจะเป็นระบบปฎิบัติการที่อาจจะทำให้หลายคนชอบใช้มากเป็นที่สุดก็ได้ ซึ่งมีเหตุผลดีๆหลายอย่างที่ผมเองได้พบเจอเมื่อได้คลุกคลีกับมัน

1.มีโปรแกรมเจ๋งๆ ให้ Download มากกว่า 10,000 โปรแกรม และเกมมันๆอีกมากกว่า 2,500 เกม ใน Google Market place ซึ่งมีโปรแกรมมาใหม่ให้เลือกใช้ได้ทุกวัน
2.สามารถใช้งานโปรแกรม และลงโปรแกรมได้จากตัวเครื่อง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา Computer หรือ Notebook อีกต่อไป
3.สามารถปรับเปลี่ยน Widget บนหน้าจอได้ตามสไตล์ และรูปแบบการใช้งานของตัวเราเอง พร้อมบันทึกรูปแบบที่ปรับแต่งแล้ว ไว้ใช้ในโอกาสต่างๆกันได้อีกด้วย ไม่ต้องกังวลกับเพื่อนที่จะมาปรับเปลี่ยนหน้าจอของเราอีกแล้ว
4.รองรับ Gmail, Google Talk , Google Map อย่างเต็มรูปแบบ และข้อมูลของเราจะถูกเก็บไว้ที่ GMail โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลที่สำคัญของเราจะหายไป
5.ใช้งาน Facebook, Twitter ได้อย่างง่ายดาย และสามารถอัพโหลดรูปภาพโชว์เพื่อนๆได้ทันที
6.ตอบโจทย์การใช้งาน Website ได้อย่างเต็มรูปแบบด้วย Java และ Flash player
7.สามารถ “ค้นหา” และ “เข้าถึง” ฐานข้อมูลของ Google ได้ตลอดเวลา และง่ายยิ่งขึ้นด้วย ปุ่ม Search บนเครื่อง และ Google search widget
8.ได้รับการพัฒนาโดย Google ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ IT และ Internet ทำให้มั่นใจได้ว่า Android จะได้รับการดูแลอย่างดี และมีการพัฒนาให้เป็นระบบปฏิบัติการที่มีสเถียรภาพในการทำงาน และตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วที่สุด
9.Android เป็น Open source ทำให้มีทางเลือกมาก และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากโปรแกรมที่มีการพัฒนาตลอดเวลา
10.ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เพียงได้ทดลองสัมผัส ก็สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว
11. การทำงานของเครื่องจัดว่าค่อนข้างเสถียร และเร็ว หากเกิดข้อผิดพลาดไม่จำเป็นต้อง Reset ใหม่ทั้งเครื่อง สามารถเลือกปิดโปรแกรมในแต่ละตัวได้
12.เป็นระบบปฎิบัติการที่ไม่ซับซ้อน ใช้งานง่ายสุดๆ เหมือนกับการใช้งานโทรศัพท์ธรรมดาทั่วๆไป

สำหรับข้อเสียของ แอนดรอยด์เองก็๋มีเช่นกันครับ ไม่ใช่มีแต่ด้านดีเพียงอย่างเดียว

1.การ Sync ข้อมูลสามารถทำได้เฉพาะ Contact กับ Calendar เท่านั้น
2.หากไม่ใช่เครื่องยี่ห้อ HTC อาจจะไม่มีโปรแกรมตัวกลางช่วยในการ Sync เพราะหากเป็น HTC จะใช้ HTC Sync แต่หากเป็นยี่ห้อดังๆอื่นๆก็คงน่าจะมีของเค้าเอง แต่หากเป็นเครื่องมาจากจีนพวกโนเนม สงสัยจะลำบาก
3.การทำงานของเครื่องจะต้องเชื่อมต่อ GPRS ไว้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากที่จะต้องกังวลเพราะมันมีโปรแกรมปิดการทำงานได้แล้วครับ เหมือนเปิดปิด WiFi
4.การใช้งานพวกไฟล์เอกสาร MS Office นั้น สามารถเปิดดูได้ทั้ง Word และ Excel แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรในเอกสารได้ ( หมายถึงโปรแกรมที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง ไม่นับพวกโปรแกรมเสริม ซึ่งต่างกับ Windows Mobile ที่โปรแกรมมาตราฐานสามารถทำงานได้ดีกว่า)
5.การแก้ไขระบบ หรือการอัพเดทตัวระบบโดยส่วนใหญ่จะมีการควบคุมจากทาง Google
6.เครื่องที่ใช้ระบบปฎิบัติการ แอนดรอยด์ แต่ละยี่ห้อ จะมี service ของ Google ที่แถมมาให้แตกต่างกันไป บางเครื่องอาจจะไม่มี Google map / Gmail หรือ Market
7.การทำงานของแอนดรอยด์เน้นการใช้นิ้วเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเมนูต่างๆออกแบบมาสำหรับการใช้นิ้ว รวมถึงหน้าจอเครื่องส่วนใหญ่เป็นแบบ Capacitive Touchscreen ใช้ Stylus จิ้มไม่ได้ นอกจากเครื่อง HTC Tattoo เพียงรุ่นเดียวที่ทำได้
8.โปรแกรมการใช้งาน GPS แบบ Turn by turn ยังไม่มีเป็นเรื่องเป็นราว ( หมายถึงที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง )

การติดตั้งโปรแกรมของ แอนดรอยด์

รูปแบบการติดตั้งโปรแกรม

1.ติดตั้งจากบริการ Market บนเครื่องเอง สำหรับตัว Market จะเป็นบริการคล้ายๆ App Store ของเครื่อง iPhone คือจะต้องเข้าผ่านจากเครื่องโดยตรงอาศัย GPRS หรือ WiFi ในการเชื่อมต่อเพื่อเข้าไปเลือกดูรายชื่อ โปรแกรมต่างๆบน Market แล้วจัดการ Install ลงในเครื่องทันที แต่ว่าบริการตัว Market นั้นจะไม่มีในเครื่องทุกเครื่องที่เป็น แอนดรอยด์นะครับ จะมีเฉพาะบางยี่ห้อที่เซ็นข้อตกลงกับทาง Google

2.แบบ Online คือเข้าไปที่เว็บที่ให้บริการ แล้ว Download แบบตรงๆติดตั้งลงในเครื่องทันที คล้ายๆกับการติดตั้ง cab ไฟล์บน Windows Mobile หรือติดตั้งใน Cydia ของ iPhone

3.ติดตั้งแบบ Manual คือ กรณีที่เราได้ไฟล์ นามสกุล .apk มาจากเพื่อน หรือคนอื่น copy ใส่ card มาให้ เรา การที่จะนำไฟล์เหล่านั้นมาติดตั้งได้ ต้องผ่านโปรแกรมหนึ่งตัวชื่อว่า app installer เพื่อช่วยในการติดตั้ง

โปรแกรมของ android ปกติ เป็นโปรแกรมประเภท stand alone คือไม่มีการแตกไฟล์หลังการติดตั้งแบบ Windows เพราะฉะนั้นการ remove หรือ uninstall ออกก็ลบทิ้งได้ง่ายมาก ไม่ทิ้งขยะให้มั่วเหมือนใน Windows Mobile แต่อย่างที่บอกไปว่า สมมุติว่าเพื่อนเรา เอา memory card ที่มีโปรแกรมของ แอนดรอยด์ มาให้เรา เราจะเอา card มาใส่แล้วทำงานเลยทันทีไม่ได้ ต้องผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า app installer ก่อน ช่วยในการติดตั้งครับ

การใช้งาน Multimedia

ในเครื่องโดยปกติแล้วจะมีโปรแกรมเล่นไฟล์ VDO ไฟล์ภาพ และไฟล์ เพลงให้มาเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่มีโปรแกรมพวก File manager ให้มา ต้องไปหาลงเองต่างหาก สำหรับการจะเล่นไฟล์พวกมัลติมิเดียต่างๆนั้น จะต้องมี memory card ในเครื่อง และการโอนไฟล์สามารถทำได้ง่ายๆ คล้ายๆกับการเสียบ Flash Drive เข้า PC เพื่อโดยไฟล์ลงใน Card ในเครื่อง แอนดรอยด์ก็เช่นกันเมื่อเสียบสาย USB เข้ากับ PC ให้เลือกเป็น Mass Storage แล้วเราจะเห็น Drive ใหม่บนเครื่อง PC หลังจากนั้นก็โยนไฟล์พวกมัลิมิเดียลงไปใน Card ได้ทันที

สำหรับไฟล์ที่รองรับ
Audio formats supported: AAC, AAC+, AMR-NB, MP3, WMA, WAV, AAC-LC, MIDI, OGG. Video formats supported: MP4, 3GP

การเชื่อมต่อและเล่น Net

เครื่องในรูปแบบ แอนดรอยด์แทบทุกตัวจะมีโปรแกรม Browser ให้มาอยุ่แล้วครับ แต่ใน market เองจะมีโปรแกรม Browser อื่นๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ให้มาในตัวเครื่องซึ่งส่วนใหญ่สามารถโหลดใช้งานได้ฟรี โปรแกรม Browser เครื่องเองสามารถ Run ทำงานหน้าต่างเพื่อดูเว็บต่างๆได้พร้อมกัน 8 หน้าจอ สามารถเลือกสลับขึ้นมาโชว์ได้ แบบเวลาเล่นไพ่ เลือกสลับไปมาได้ครับ โดยการเชื่อมต่อจะต้องอาศัย GPRS หรือ WiFi ในการเชื่อมต่อ ซึ่งโดนปกติแล้วเราจะสามารถ ออนไลน์ได้ตลอดเวลาทันทีเพราะเครื่องมันเป็นแบบระบบ Always on สำหรับการเชื่อมต่อ GPRS ค้างเอาไว้

การรับส่ง Email ก็เช่นกัน โดยปกติจะให้ใช้ service ของ Gmail เป็นหลัก โดยในครั้งแรกจะต้องมีการ set up เล็กน้อย หากใช้บริการของทาง Gmail แต่หากเป็นการใช้งาน POP3 ทั่วไปก็สามารถ setup เหมือนปกติในเครื่องอื่นๆ พิเศษหน่อยตรงที่ใครใช้ Gmail มันจะมี icon บนหน้าจอแยกออกมาเลยครับ ในการ sync ครั้งแรกมันจะดึงข้อมูลจาก account บน Gmail เรามาให้เอง ทั้ง Contact และ Calendar ต่างๆ ซึ่งโดยความเห็นผมเอง บอกได้เลยว่า งง มาก มั่วมากตรงจุดนี้เราสามารถเลือกตั้งค่าใหม่เองได้ครับ สิ่งที่ผมชอบก็คือการใช้งาน Gmail บนเครื่อง แอนดรอยด์เป็นการใช้งานแบบ Real time ตลอดเวลา คือเวลามี Mail ใหม่เข้ามาปุ๊บ มันจะทำการแจ้งเตือนทันที คล้ายๆ Push Mail แต่ไม่ถึงกับเร็วเท่า และเราสามารถเลือกบริหารจัดการ Email บนเครื่อง แอนดรอยด์ได้เหมือนใช้งานบน PC หากลบ mail ทิ้งไป ข้อมูล Email นั้นๆใน Account ของเราก็ถูกลบไปทันที

การใช้งานเป็น Wireless Modem ในเครื่องรุ่นใหม่อย่าง Hero หรือ Tattoo จะมีการใช้งานในส่วนนี้รองรับมาให้เรียบร้อยแล้วครับ

การใช้งาน GPS

น่าเสียดายครับ ที่ แอนดรอยด์ในตอนนี้ตัว hardware มี GPS รองรับใช้งานอยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการใช้งานกับโปรแกรมที่รองรับเป็นหลัก เช่นพวก Digital Compass หรือ โปรแกรมสนุกๆต่างๆอย่าง Air Paint แต่ทว่าโปรแกรมการนำทางแบบ Turn by turn บนเครื่อง แอนดรอยด์แบบจริงๆจังๆสำหรับเมืองไทยยังไม่มีครับ ( หมายถึงที่แถมมาพร้อมกับเครื่อง ) ในอนาคตในแอนดรอย์เวอร์ชั่น 2.0 จะมี Google map ตัวใหม่ออกมารองรับการทำงานแบบ Turn by turn ด้วยแต่ว่าในตอนนี้ทาง Google เองยังไม่มีนโยบายรองรับประเทศไทยสำหรับ service ตัวใหม่นี้

ทิศทางของแอนดรอยด์ในตลาด

แม้ว่า แอนดรอยด์จะเป็นระบบแบบ open source ก็ตามแต่ก็ใช้ว่ามันจะเป็นเครื่องราคาถูกแบบเครื่องโนเนม มันมีข้อตกลงและข้อจำกัดซ่อนเร้นอีกเยอะครับทำให้เครื่องทุกวันนี้มันราคาไม่ได้ถูกไปเหมือนอย่างที่เราคิดในตอนแรก เพราะในแง่คนขายเอง เค้าเองจะต้องต่อสู่กับข้อตกลงและข้อบังคับสารพัดจากทาง Google ซึ่งมีข้อบังคับที่น่าแปลกใจหลายๆส่วน เช่นง่ายๆการ อัพเกรดต่างๆแม้แต่การจะบรรจุอะไรลงไปใน ROM จะต้องมีการขออนุญาตกับทาง Google ซึ่งระบบจะมีการติดต่อกับทาง Google ตลอดแม้แต่การอัพ เฟริมแวร์ หากจะอัพก่อนวันที่เค้ากำหนดเครื่องก็จะไม่สามารถอัพผ่านไปได้

จุดขายของเครื่องแอนดรอยด์ในตลาดเวลานี้ นอกจากเรื่องของ Spec Hardware แล้ว เรื่องที่ใช้เป็นกลยุทธ์ในการทำตลาดก็คือเรื่องของ UI เพราะเครื่องแต่ละยี่ห้อจะมี UI ที่พํฒนากันเอง ใครจะเจ๋งกว่ากันก็วัดกันตรงนี้แหละครับ และเรื่องของโปรแกรมพวก PC Conduit เป็นโปรแกรมที่ใช้เป็นตัวกลางในการ Sync กับ PC ซึ่งโดยปกติแล้ว เครื่องในระบบอื่นๆ เช่น Windows mobile จะมี Active sync หรือ iTune ของ iPhone ซึ่งจะมีมาให้จากโรงงาน แต่สำหรับแอนดรอยด์ไม่มีครับ ทำให้บริษัทผู้ผลิตเครื่องต้องพัฒนากันเอง เช่น HTC จะมี HTC Sync

แอนดรอยด์ตอนนี้เนื้อหอมสุดๆ เพราะสังเกตจากข่าวรายวันในต่างประเทศจะมีแต่ข่าวเครื่องแอนดรอยด์เสียเป็นส่วนใหญ่ ผมเองไม่ขอบอกว่ามันเป็นระบบปฎิบัติการที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็แล้วกัน แต่มันเป็นระบบที่หากหลายๆคนได้มีโอกาสสัมผัสอาจจะชอบมันก็ได้ ตัวผมเองแรกๆเมื่อสัมผัสในเวอร์ชั่นแรกๆรู้สึกเบื่อกับข้อจำกัดของมัน ที่ไม่สามารถปรับแต่งได้มาก แต่พอได้ลองเครื่องที่มี UI ที่ดีขึ้นทำให้การใช้งานสะดวกขึ้นมาก เพราะ Default UI ของระบบ แอนดรอยด์เอง แม้ว่าจะใช้ง่าย เข้าใจง่าย แต่ใช้แล้วไม่ถูกใจ ไม่มันส์เอาเสียเลย

ขอบคุณข่าวจาก www.th.msn.com

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] เชื่อว่า คงจะมีผู้ใช้หลายๆ ท่านที่ตั้งใจจะเลือก Windows 7 กับโน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่กำลังจะถอยในงาน COMMART COMTECH THAILAND 2009 อย่างแน่นอน ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต้องการอัพเกรดไปใช้โอเอสตัวนี้กับคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้วด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อยากจะแนะนำคุณผู้อ่านทุกท่านก็คือ ท่านได้เตรียมพร้อมสำหรับความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ทีมากับโอเอสตัวใหม่แล้ว หรือยัง? โดยเฉพาะการติดตั้งซอฟต์"แอนตี้ไวรัส" ซึ่งคงจะดีเป็นอย่างยิ่ง หากมีของฟรี!!! ให้ลองใช้ในขณะที่ปกป้องภัยอันตรายบนเน็ตได้เป็นอย่างดี

สำหรับซอฟต์แวร์ แอนตี้ไวรัส (anti-virus) ที่เข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการ Windows 7 อีกทั้งยังมีความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่อยู่บนเน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องขอบอกว่า มีให้เลือกใช้อยู่หลายตัวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้ จะขอแนะนำเฉพาะซอฟต์แอนตี้ไวรัสที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ที่สำคัญ พวกมันสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งใช้งานได้ฟรีอย่างมั่นใจอีกด้วย ส่วนจะมีตัวไหนบ้างนั้น เราไปติดตามกันได้เลยครับ

Microsoft Security Essentials (MSE v1.0)
หากไม่แนะนำแอนตี้ไวรัสตัวนี้กับคุณผู้อ่านก็คงเป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน เพราะมันเป็นของไมโครซอฟท์ (Microsoft) เอง ซึ่งล่าสุดได้ออกแอนตี้ไวรัสแจกฟรีให้กับผู้ใช้ พร้อมด้วยระบบการอัพเดตอัตโนมัติ เพื่อทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณปลอดภัยตลอดเวลา จุดเด่นของมันก็คือ โปรแกรมมีขนาดเล็ก เบา และสามารถป้องกันมัลแวร์ (ไวรัส สปายแวร์ต่างๆ) ที่จะบุกเข้ามาทำร้ายพีซีของคุณได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ มันยังทำงานอยู่ด้านหลัง (background process) อย่างเงียบๆ แต่มีประสิทธิภาพ โดยไม่มีการขัดจังหวะผู้ใช้ หรือต้องเข้าไปวุ่นวายอะไรกับมันมากมายเลย สำหรับเวอร์ชันล่าสุด ออกเมื่อเดือนกันยายน โดยคุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลด Microsoft Security Essentials ได้ที่นี่

Avira AntiVir Personal (Free Version)
Avira AntiVir Personal แอนตี้ไวรัส "ร่มแดง" ที่หลายคนคุ้นเคย เป็นซอฟต์แวร์แจกฟรีอีกหนึ่งตัวที่ได้รับความชื่นชมจากผู้ใช้ และเว็บไซต์ต่างๆ ที่รีวิวถึงความสามารถของมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็วในการสแกน และประสิทธิภาพในการจับไวรัส และสปายแวร์ โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรระบบ"น้อย"รวมถึงการปกป้องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ด้วยเทคโนโลยี AntiVir Guard โดยระบบจะมีการอัพเดตฐานข้อมูลให้กับแอนตี้ไวรัสและแอนตี้สปายแวร์ระหว่างการติดตั้งด้วย ซึ่งทำให้ระบบมีความพร้อมต่อกรจากภัยคุกคามทันทีที่ติดตั้งเสร็จ สำหรับ Avira AntiVir Personal verison 9 นอกจากจะสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีแล้ว มันยังเข้ากันได้กับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง Windows 7 ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลด Avira AntiVir Personal version 9 ได้ที่นี่

AVG Anti-Virus Free Edition 9.0
AVG Anti-Virus Free Edition เป็นซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสแจกฟรี!!! ที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเหมือนกัน โดยเวอร์ชันล่าสุด ไม่เพียงแต่จะทำงานกับ Windows 7 ได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับความสามารถในการป้องกันแอนตี้สปายแวร์อีกด้วย AVG ได้ชื่อว่าเป็นแอนตี้ไวรัสที่มีอินเตอร์เฟซการใช้งานที่ง่ายมาก ในขณะทีมีตัวเลือกสำหรับการป้องกันที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้ นอกจากนี้ มันยังมาพร้อมกับองค์ประกอบการทำงาน และออปชันต่างๆ ที่มักพบในซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสเวอร์ชันโปรเฟชชั่นนัล หรือเวอร์ชันจ่ายตังค์ตัวอื่นๆ อีกด้วย คุณผู้อ่านสามารถดาวน์โหลด AVG Anti-Virus verision 9 ได้ที่นี่

ขอบคุณข่าวจาก www.arip.co.th

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2552

นูรี อัล เคลดี จากเน็ตบุ๊คฟีเวอร์ สู่เน็ตท็อปเชื่อมโลก

สิ่งที่จะกระตุ้นให้เน็ตบุ๊คยังโตได้แม้ราคาโน้ตบุ๊คจะขยับลงมาใกล้เคียงกันมากคือความเหนือกว่าในมุมของขนาดเครื่องที่เล็กกว่าเบากว่า และถูกกว่า

"เน็ตบุ๊คและเน็ตท็อป ประสบความสำเร็จมากๆ และมียอดขายดีในตลาดที่อิ่มตัวแล้ว เพราะคนนิยมซื้อใช้เป็นเครื่องที่ 2 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซื้อเน็ตบุ๊ค และเน็ตท็อป เพื่อใช้เป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ซึ่งมันกลายเป็นความท้าทายของผมที่ต้องหาวิธีเพื่อให้แน่ใจได้ว่า ผู้ใช้เข้าใจตัวเองดีแล้วหรือยังว่าเขาต้องการซื้ออะไร เพราะหลายคนซื้อเน็ตบุ๊คกลับไป เพราะเข้าใจว่ามันคือโน้ตบุ๊คราคาถูก แต่พอกลับถึงบ้านเปิดเครื่องแล้วพบว่า มันไม่ได้มีฟังก์ชันอย่างที่ต้องการ"

"นูรี อัล เคลดี" มือวางกลยุทธ์ และการทำตลาดในกลุ่มคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดของอินเทล ในฐานะผู้จัดการทั่วไปสำหรับผลิตภัณฑ์เน็ตบุ๊คและเน็ตท็อป กลุ่มโมบายล์ แพลตฟอร์ม บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น จากสหรัฐ เปิดใจกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ในโอกาสเดินสายเวิร์คชอปในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์รุ่นเล็กทั้ง "เน็ตบุ๊ค" และ "เน็ตท็อป"

ชี้ไทยซื้อเน็ตบุ๊คเป็นพีซีเครื่องแรก
เขายอมรับว่า ที่ผ่านมาตลาดยังสับสนกับเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์เซ็กเมนท์ใหม่ ทั้ง "เน็ตบุ๊ค" หรือคอมพิวเตอร์พกพาที่ใช้แพลตฟอร์มอินเทล อะตอม เพื่อใช้งานฟังก์ชันทั่วไปที่ไม่ต้องการคุณสมบัติเครื่องสูงมากนัก

เช่นเดียวกับ "เน็ตท็อป" ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะบนอินเทล อะตอม แพลตฟอร์ม ที่ลดทอนคุณสมบัติสูงๆ บางอย่าง เพื่อให้เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป

"เคลดี" บอกว่า ตลอด 25 ปีที่ได้ร่วมงานกับอินเทลในหลากหลายหน้าที่ ทั้งวิศวกร ดูแลตลาดดีไอวาย เซิร์ฟเวอร์ หรือแม้แต่ดูแลคุณภาพของสินค้า ทว่าบทบาทในฐานะผู้ดูแลทั้งตลาดเน็ตท็อป และเน็ตบุ๊ค ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่มากๆ สำหรับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และมีความท้าทายมาก ทำให้เขาพบว่างานในหน้าที่ใหม่ก็"ท้าทาย"ไม่แพ้กัน เนื่องจากอยู่ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญ และเป็นผู้ตัดสินใจวางงบประมาณสำหรับโครงการคอมพิวเตอร์ราคาประหยัด เพื่อให้เข้าถึงผู้ใช้ทุกกลุ่ม

กว่า 3 ปีที่ได้รับมอบหมายเขาพบว่า กระแสความต้องการเครื่องประเภทนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ "เน็ตบุ๊ค" ซึ่งเจ้าของเน็ตบุ๊คกว่า 50% ทั่วโลกเป็นผู้ที่มีคอมพิวเตอร์ประเภทใด ประเภทหนึ่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อสำหรับพกพาไว้ใช้งานเคลื่อนที่ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา

แต่สำหรับประเทศไทยเขาให้ความเห็นว่า ส่วนใหญ่ยังเป็นการซื้อเน็ตบุ๊ค และเน็ตท็อป เพื่อการใช้งานคอมพิวเตอร์ครั้งแรก โดยประเมินในภาพรวมที่สามารถเก็บตัวเลขได้พบว่า ตลาดเน็ตท็อปมียอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"คงประเมินตัวเลขที่แท้จริงไม่ได้ แต่ในภาพรวมส่วนใหญ่ยังคงเป็นตลาดของ First time buyer เพราะไทยยังถือเป็นตลาดเกิดใหม่สำหรับอินเทล ซึ่งมีโอกาสขยายตัวได้สูงมาก และที่ผ่านมากระแสเน็ตบุ๊คก็ค่อนข้างดี ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่าเราเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเราต้องการทลายกำแพงอุปสรรคราคา เพื่อทำให้ปัญหาช่องว่างดิจิทัลลดลง" ผู้บริหารอินเทลว่า

ชี้เทรนด์ขายพ่วง บ.สื่อสาร
ด้านการผลักดันตลาด เขายอมรับว่า นอกจากอินเทลแล้วยังจะต้องได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร ทั้งกลุ่มโออีเอ็มเพื่อพัฒนาตัวเครื่อง รวมทั้งการจับมือกับพันธมิตรในกลุ่มบริษัทสื่อสาร ซึ่งเชื่อว่ากำลังจะเป็นแนวทางใหม่ในการทำตลาดที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์รุ่นเล็กเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น

"เคลดี" ยกตัวอย่าง ความร่วมมือทำโปรโมชั่นกับบริษัทสื่อสารในฟิลิปปินส์ เพื่อบันเดิลแพ็คเกจดีเอสแอล และบรอดแบนด์ กับคอมพิวเตอร์ของอินเทล ขณะที่ในเวียดนามก็มีโครงการให้แอพพลิเคชั่นด้านการศึกษาสำหรับผู้ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องแรก

ส่วนไทยก็มีโครงการ "มาย แฟมิลี่ พีซี" ที่อินเทลทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ทั้งไอที และสื่อสาร ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นตลาดเน็ตท็อป ที่ได้รับการตอบรับดีจากผู้ใช้ในประเทศ

เขาเชื่อว่า สิ่งที่จะกระตุ้นให้ตลาด "เน็ตบุ๊ค" ยังเติบโตต่อไปได้ แม้ราคาโน้ตบุ๊คจะขยับลงมาใกล้เคียงกันมาก นั่นคือ ความเหนือกว่าในมุมของขนาดเครื่องที่เล็กกว่า, น้ำหนักเบากว่า และราคาที่ยังคงต่ำกว่าโน้ตบุ๊ค

ขณะที่ "เน็ตท็อป" จะเริ่มมีบทบาทโดดเด่นในเรื่องของราคาที่ต่ำกว่าเครื่องตั้งโต๊ะทั่วไป แต่ก็ยังสามารถตอบสนองการใช้งานพื้นฐานได้โดยไม่ขาดตกบกพร่อง

"ผมตั้งความหวังจะผลักดันตลาดเน็ตท็อปให้มียอดขายดีขึ้นในตลาดกำลังพัฒนา เหมือนกับที่ทำได้แล้วในตลาดที่อิ่มตัวแล้ว จากปัจจุบันยอดขายในเชิงโวลุ่มส่วนใหญ่ยังคงมาจากเน็ตบุ๊ค ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราทำให้คนมีพีซีใช้เป็นเครื่องแรกได้มากขึ้น" เคลดีว่า

ทายาทอะตอมมาแน่ต้นปีหน้า
พร้อมกันนี้เขาเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 บริษัทมีแผนเปิดตัวอินเทล อะตอม เจเนอเรชั่นใหม่ "ไพน์ เทรล-ดี (Pine Trail-D Platform)" ซึ่งจะเป็นการผลัดใบจากแพลตฟอร์มปัจจุบันที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา โดยจะจัดเป็นแพลตฟอร์มอะตอมยุคหน้าที่มีทั้งแบบซิงเกิล คอร์ และดูอัล คอร์ ที่จะเอื้อต่อการใช้งานฟังก์ชันสูงๆ มากขึ้น เช่น การใช้ในคอมพิวเตอร์ออล อิน วัน และคอมพิวเตอร์ที่มีรูปทรงขนาดเล็กลง (Small Form Facter)

ขณะที่ไฮไลต์เด่นของเทคโนโลยีดังกล่าวคือ การออกแบบให้ไม่มีพัดลม เพื่อลดความดังในการทำงานของเครื่อง และทำให้การดีไซน์เครื่องให้มีขนาดพื้นที่เล็กลงได้ง่ายมากขึ้น โดยที่ประสิทธิภาพการประมวลผลเพิ่มขึ้น และยังคงใช้พลังงานน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอารมณ์ดียังบอกอีกว่า เทคโนโลยีใหม่ทั้ง 3 จี และไวแม็กซ์จะเป็น "ตัวจักร" สำคัญที่มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความต้องการ "การเชื่อมต่อ" มากขึ้น ซึ่งเขาเชื่อว่า เมื่อถึงเวลานั้นความต้องการเครื่องเพื่อใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็จะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว

ขอบคุณข่าวจาก"กรุงเทพธุรกิจ"

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เอเซอร์ เปิดตัวแอลซีดีมัลติทัชสกรีน

แอลซีดี มอนิเตอร์ รุ่น ทีซีรี่ย์ ขนาด 23 นิ้ว ไวด์สกรีน 16:9 รองรับระบบปฏิบัติใหม่ล่าสุดจาก ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 7 สั่งงานผ่านหน้าจอเพียงปลายนิ้วสัมผัส...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดตัว แอลซีดี มอนิเตอร์ รุ่น ทีซีรี่ย์ ขนาด 23 นิ้ว ไวด์สกรีน 16:9 รองรับระบบปฏิบัติใหม่ล่าสุดจาก ไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 7 ให้สั่งงานผ่านหน้าจอด้วยปลายนิ้วสัมผัส หรือแม้แต่การคีย์ข้อมูลผ่านคีย์บอร์ดหน้าจอก็ทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยเทคโนโลยีทัสกรีนมอนิเตอร์ อีกทั้ง ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ต้องสัมผัสหน้าจอบ่อยครั้ง จึงออกแบบหน้าจอให้สามารถปรับหน้าจอขึ้น-ลง หันซ้าย-ขวา ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติการใช้งานรองรับ Full HD 1080p ความคมชัดสูงสุด 80,000:1 ความเร็วตอบสนอง 2 มิลลิวินาที ลำโพงแบบ built-in ช่องเชื่อมต่อแบบ DVI และ HDMI ในราคาเพียง 13,900 บาท (ราคารวม Vat แล้ว) สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอเซอร์ คอลล์ เซ็นเตอร์ โทร 0 2685 4311 หรือ www.acer.co.th
ข่าวจาก ไทยรัฐ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

เร่งความเร็ว Firefox ให้แรงสะใจ!

ณ ตอนนี้หลาย ๆ คนหันมาใช้ firefox แทนที่ internet explorer เพราะมีลูกเล่นที่มากกว่า และโหลดไวกว่า อย่างไรก็ตามบางครั้งการใช้งาน firefox ก็ไม่ได้ไว หรือรวดเร็วทันใจอย่างที่คิด ตัวอย่างเช่นในบางครั้งที่ load โปรแกรมตอน startup จะเห็นได้ว่าบางครั้งโหลดขึ้นมาค่อนข้างช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านความเร็วที่เกิดขึ้นในการใช้งานให้เห็นกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง browsing histories ซึ่งโดยส่วนใหญ่ปัญหาเกิดจากการจัดระเบียบฐานข้อมูล
วันนี้เราจะมาแนะนำโปรแกรมที่ช่วยให้ firefox ทำงานได้ไวยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมตัวนี้มีชื่อว่า speedy fox เป็นโปรแกรมที่มีขนาดเล็ก และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงแค่คลิ๊กเท่านั้น จากคำบอกเล่าของผู้ที่พัฒนาโปรแกรมตัวนี้ คุณสามารถใช้มันเร่งความเร็วของ firefox ให้ไวขึ้นได้ถึง 3 เท่า เมื่อ startup เลยทีเดียว! เข้าถึง browsing history ได้ไวขึ้น และจัดการกับ cookies ได้ไวกว่าเดิมอีกด้วย
เมื่อลงโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มันจะทำการตรวจสอบ firefox ของคุณเพื่อหา default profile ถ้าคุณมีมากกว่าหนึ่ง profile คุณจะต้องเลือกว่าจะทำการ optimize หรือปรับแต่ง profile ตัวไหน หลังจากเลือกเสร็จแล้วก็คลิ๊กที่ปุ่ม speed up firefox ได้เลย


แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้วครับ ใช้งานและติดตั้งง่ายมาก

ขอบคุณบทความของ 2beshop.com

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ขีวิต"มัลติทาสก์"ทำได้มากแต่ไม่ค่อยดี

บทวิเคราะห์จากงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้ชีวิตที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน หรือ multitasking lifestyle ว่าเป็นอย่างไร? เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว โดยหากสังเกตผู้คนรอบๆ ตัวเราในปัจจุบันจะพบว่า พฤติกรรมการทำ"หลายอย่าง"พร้อมๆ กันได้หล่อหลอมกระบวนการคิดแบบใหม่ ตลอดจนความสนใจที่ถูกรบกวนได้ง่ายจนหาโฟกัสเรื่องที่สนใจไม่ได้เลย แม้จะปิดคอมพ์ หรือมือถือไปแล้วก็ตาม คุณผู้อ่านล่ะครับ เป็นอย่างนี้บ้าง หรือเปล่า?

ผลจากการทดสอบความสามารถในการให้โฟกัสในเรื่องทีกำลังสนใจกับกลุ่มนักเรียนที่ต้องเผชิญกับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาจากหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่อ่าน-เขียนอีเมล์ ท่องเว็บสืบค้นข้อมูล ดูคลิปวิดีโอ แชต และโทรคุยกับเพื่อนๆ ปรากฎว่า นักเรียนกลุ่มนี้จะมีโฟกัสในเรื่องต่างๆ แย่กว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยต้องทำหลายอย่าง (low-multitasking)

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีที่ทำหลายงาน อย่างเช่น เด็กๆ จะทำการบ้านได้แย่มากในขณะที่ดูทีวีไปด้วย ขณะเดียวกัน พนักงานจะมีผลิตภาพการทำงานทีดีขึ้นเมื่อไม่ต้องคอยตรวจสอบอีเมล์ทุกๆ 5 นาที "เราต้องการทราบว่า มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้คนต้องทำหลายงานตลอดเวลา?" คลิฟฟอร์ด แนสส์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระบวนการคิดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว

ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ใน Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันจันทร์ทีผ่านมา โดยเขาและทีมงานได้ทำการศึกษากลุ่มนักเรียนตัวอย่าง 262 คนที่มีกิจวัตรประจำวันคือ "บริโภคสื่อ" หลากหลาย ซึ่งทีมวิจัยได้เปรียบเทียบนักเรียนที่ใช้ชีวิตแบบมัลติทาสก์สุดๆ กับกลุ่มที่ไม่ค่อยทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน โดยให้ทำแบบทดสอบบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อแรกพวกเขาจะต้องจำตัวเลขที่ล้อมกรอบด้วยสี่เหลี่ยมสีแดงที่อยู่รวมกับตัวเลขทีล้อมกรอบสีน้ำเงิน ส่วนข้อสองผู้เข้าร่วมทดสอบจะถูกสังให้จัดหมวดของกลุ่มคำต่างๆ ที่กระจัดกระจายให้เสร็จ แบบทดสอบข้อที่สามจะให้ระบุตัวอักษรที่ต้องการจากบนหน้าจอว่าอยู่ตรงไหนให้ได้ และจะทดสอบซ้ำด้วยการระบุตัวอักษรทีให้ค้นหาในตอนแรกว่าจำได้มากน้อยแค่ไหน โดยในทุกการทดสอบ ปรากฎว่า นักเรียนที่ใช้เวลาน้อยที่สุดกับการอ่านอีเมล์ ท่องเว็บ คุยโทรศัพท์ และดูทีวี จะสามารถทำแบบสอบถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"มันเป็นเรื่องของการทดสอบทางจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน โดยในการทดสอบข้อแรก ผู้ทดสอบที่ทำได้ไม่ค่อยดี จะมีปัญหาเรื่องการแยกแยะข้อมูลข่าวสารทีไม่สัมพันธ์กัน เมื่อขาดสมาธิ (ให้เลือกเฉพาะตัวเลขที่ล้อมกรอบด้วยสีแดง) ส่วนการทดสอบที่สอง จะสะท้อนผลลัพธ์ของความสามารถในการจัดแบ่งสิ่งของ หรือเรื่องราวต่างๆ ในสมอง และข้อสุดท้ายจะทดสอบความเร็วในการสลับการทำสิ่งหนึ่งไปอีกสี่งหนึ่ง (จากให้มองหาเปลี่ยนเป็นจดจำ)" ทีมวิจัย อธิบายจุดประสงค์ของแบบทดสอบแต่ละข้อ

ความจริงแบบทดสอบที่ใช้เป็นเรื่องง่ายๆ และซับซ้อนน้อยกว่าสิ่งทีเกิดขึ้นในชีวิตจริงมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีแรงกดดันมากมายจากสังคมที่่ทำให้ผู้คนวันนี้ต้องใช้ชีวิตแบบมัลติทาสก์ โดยเฉพาะการที่พวกเราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารทีสามารถหลั่งไหลได้หลายช่องทาง บางคนต้องคอยทวีต อีเมล์ IM กับเพื่อนๆ หลายคน และเข้าไปในเว็บเพื่อดูข้อมูลอีกมากมายทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ไปจนถึงวิดีโอ ซึ่งมันกลายเป็นภาระที่ผูกติดชีวิตประจำวันไปแล้ว

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ระวัง!!! iPhone ถูกแฮคได้ด้วย SMS

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวล่าสุด สองนักวิจัยเผยค้นพบช่องโหว่ของฟังก์ชันการส่งข้อความ SMS บน iPhone ที่เสี่ยงต่อการถูกแฮคเข้าไปควบคุมการทำงานของระบบได้ โดยการเปิดเผยครั้งนี้ เกิดขึ้นในงานประชุมสัมนาในหัวข้อเกียวกับระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ทีมีชือว่า Black Hat ซึ่งจัดขึ้นในลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา

Charlie Miller และ Colin Mulliner ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยพบช่องโหว่ในวิธีจัดการของ iPhone กับการส่งข้อความ SMS ซึ่งเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์สามารถเข้าควบคุมการทำงานของมือถือ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์ โดยการแฮคจะมาในรูปของการกระหน่ำส่งข้อความ SMS ที่ประกอบด้วยตัว"อักษรสีเหลี่ยมจัตุรัส"เพียงตัวเดียว!!!

หลังจากที่เจาะเข้าไปใน iPhone ได้แล้ว แฮคเกอร์จะสามารถควบคุมการหมุนหมายเลขของมือถือ การเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนกล้องของ iPhone แถมยังสามารถส่งข้อความ SMS อันตรายไปยังเจ้าของ iPhone รายอื่นๆ เพื่อเข้าควบคุมเครื่องในลักษณะเดียวกันได้อีกด้วย Miller กล่าวว่า "ช่องโหว่นี้ถือว่าซีเรียสมาก เพราะวิธีเดียวที่คุณจะป้องกันได้คือ ปิดมือถือ iPhone ของคุณซะ เพราะอาจมีใครบางคนสามารถเข้าควบคุม iPhone ทุกเครื่องทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้"

มิลเลอร์ยังกล่าวอีกด้วยว่า "ในโลกของธุรกิจ ช่องโหว่นี้มีมูลค่า (ในทางมิชอบ) เพราะถ้าหากคุณสามารถยับยั้งการตัดสินใจ หรือการรับสายของคู่แข่งได้ สำหรับช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่มีทางที่จะปิดมันเป็นความลับนี้ได้"

เขายังอ้างอีกด้วยว่า ได้แจ้งให้ Apple ทราบเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่ได้ออกแพตช์ เพื่ออุดช่องโหว่การโจมตีในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งสองยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้ได้กับมือถือทีทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android และ Windows Mobile ด้วย

พลเมืองเน็ตเสนอบังคับใช้กฎหมายคอมฯ

ต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 3 ข้อ ตั้งเป้าทุกภาคส่วนสะท้อนปัญหา หวังแก้ไขกฎหมายเดิม ผ่านโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน...

นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล คณะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ในกรณีของเว็บไซต์สมัยใหม่ที่เรียกว่า เว็บ 2.0 ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการเผยแพร่เนื้อหาได้เอง โดยไม่ต้องผ่านผู้ดูแลเว็บไซต์นั้น ถือเป็น ผู้ให้บริการ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ยากที่จะตรวจตราข้อมูลทุกชิ้นได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ในคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมาในรอบสองปีพบว่า แม้ผู้ดูแลเว็บไซต์จะได้จัดการกับเนื้อหาดังกล่าวทุกครั้งที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือใช้ดุลยพินิจว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเอง

คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวต่อว่า ข้อบังคับและการบังคับที่ทำให้ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม นอกจากจะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แล้ว ยังมีแนวโน้มให้การกำกับดูแลเป็นไปได้อย่างยากลำบาก

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอต่อประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สังคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อสารมวลชน ดังนี้

1.เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง

2.เจ้าหน้าที่รัฐ สังคม และสื่อสารมวลชน จำเป็นต้องปฏิบัติกับผู้ต้องหาในฐานะผู้บริสุทธิ์ และ

3.ผู้คนในสังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรม และพื้นที่ทั่วไปในสังคม

คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวด้วย ต้องการให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ร่วมสะท้อนปัญหาและประเด็นห่วงใย เพื่อนำไปสู่วิธีปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนแก้ไขกฎหมายเดิมและเสนอกฎหมายใหม่ ที่จำเป็นต่อสิทธิเสรีภาพในสังคมข้อมูลข่าวสาร อาทิ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ยังมิได้ตราเป็นกฎหมาย ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะประสานผ่านทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ที่เว็บไซต์ไอลอ(http://ilaw.or.th/) ต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

เทรนด์ไมโครเตือนภัยบ็อตเน็ตบนไซเบอร

ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยเผยเป็นตัวแรกของอุปกรณ์เคลื่อนที่ ลวงให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดผ่านเว็บเกี่ยวกับมือถือ บ่งชี้ถึงการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของมัลแวร์...

นายโจนาธาน ลีโอแพนโด ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ พบมัลแวร์ที่มีผลต่อระบบปฏิบัติการซิมเบียน “SYMBOS_YXES.B” สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เกี่ยวกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่เป็นอันตรายโดยผู้ใช้ไม่เกิดความสงสัย โดยไฟล์ Symbian Information Source (SIS) จะเก็บรวบรวมรหัสโทรศัพท์และรหัสของผู้สมัครใช้งาน รวมถึง ข้อมูลเครือข่ายที่อยู่ในอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ เพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ในการส่งข้อมูล

"นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวยังสามารถส่งเอสเอ็มเอสที่เป็นสแปมไปยังรายชื่อที่ติดต่อต่างๆ ของผู้ใช้ที่ได้มาจากเว็บไซต์และการเชื่อมต่อก่อนหน้านี้ โดยสรุปแล้ว สิ่งที่พบน่าจะเป็นลักษณะของบ็อตเน็ตบนโทรศัพท์มือถือ" ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บ.เทรนด์ ไมโครฯ กล่าว

ด้าน นายริก เฟอร์กูสัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความปลอดภัย บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ภายในปี 2552 จะพบบ็อตเน็ต 3G ตัวแรก และมีความเป็นไปได้สูงว่า เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและสามารถส่งข้อมูลกลับได้ เนื่องจาก รู้ตำแหน่งที่ตั้งในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในส่วนของมัลแวร์อุปกรณ์เคลื่อนที่อีกด้วย บริษัทต่างๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหมดขององค์กรได้รับการป้องกันด้วยไฟร์วอลล์ เพื่อสกัดกั้นการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อันตราย พร้อมดำเนินการป้องกัน สแปม เอสเอ็มเอส เข้ารหัสลับข้อมูล และให้ใช้การกรอง URL ร่วมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เปิดตัวทายาทลำดับที่ 7 "โอเอสวินโดว์ส เซเว่น"

หลังจากเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 10 ปี "22 ตุลาคม 2552" คือวันที่ "วินโดว์ส 7" จะออกวางตลาดอย่างเป็นทางการทั่วโลก

เวอร์ชั่นนี้ ไม่ใช่แค่โอเอสใหม่ที่แฟนพันธุ์แท้ไมโครซอฟท์ตั้งตารอ แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ทั้งนักพัฒนา ไอเอสวี หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไป หวังเห็นการเปลี่ยนแปลง และฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้เคยเมินการอัพเกรดวินโดว์ส เวอร์ชั่นใหม่ยอมเทใจให้ ...วินโดว์ส 7

ย้ำนโยบายเปลี่ยนตามไลฟ์ไซเคิล
"ลิซ่า ลัม" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การเปิดตัววินโดว์ส 7 ครั้งนี้เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามอายุการใช้งานของโปรแกรม ปกติไมโครซอฟท์จะออกโอเอสใหม่ทุก 3 ปี และครั้งนี้ก็เช่นกันที่ "วินโดว์ส 7" มีกำหนดเปิดตัวปี 2552 ตามหลังหลังรุ่นพี่ "วินโดว์ส วิสต้า" ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2549

"วินโดว์ส 7 ออกมาเพราะถึงเวลาที่ต้องออกแล้วจริงๆ ไม่ใช่ทำออกมาเพื่อแก้จุดด้อยของโอเอสไหน ซึ่งตั้งแต่เราเปิดตัวโอเอสตัวแรกคือ วินโดว์ส เวอร์ชั่น 3.1 เมื่อราวๆ ปี 1990 นับถึงตอนนี้ วินโดว์ส7 ก็จะเป็น Generation ที่ 7 พอดี" นางสาวลัม กล่าว

เธอบอกว่า โอเอสเวอร์ชั่นใหม่ บริษัททำงานหนักขึ้น ตั้งแต่ทำวิจัยความต้องการผู้ใช้ เปิดช่องทางสื่อสารกับผู้บริโภคให้มากที่สุด เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้งานพอใจ

แน่นอนว่า ก่อนผลิตภัณฑ์จะสู่กระบวนการโออีเอ็ม และวางตลาดจริง ไมโครซอฟท์ได้ส่งเวอร์ชั่น "ทดลอง" ที่เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานจริงทุกคนสัมผัสก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเฉพาะช่วงที่เปิดให้นักพัฒนา และบรรดาไอเอสวีมือโปร ดาวน์โหลดไปทดสอบตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีแล้วกว่า 3 ล้านคน พร้อมกับฟีดแบ็กกลับมายังบริษัททุกๆ 2 วินาที

ส่วนใหญ่ค่อนข้างพอใจกับโอเอสตัวใหม่ แม้ว่าหลายคนจะมองว่า อินเทอร์เฟซต่างๆ บนวินโดว์ส 7 ดูหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับโอเอสของคู่แข่งไม่น้อยทีเดียว

น็ตบุ๊คก็ใช้ได้
สเปคเครื่องขั้นต่ำสำหรับวินโดว์ส 7 ต้องบอกว่า ต่ำได้มากจริงๆ แค่ซีพียูระดับเพนเทียม 4 หรืออะตอม พร้อมแรม 1 กิะไบต์ และฮาร์ดดิสก์ 16 กิกะไบต์ ก็สามารถใช้วินโดว์ส 7 ได้สบายๆ นั่นหมายความว่า ผู้ใช้งานก็สามารถใช้โอเอสดังกล่าวกับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หรือเน็ตบุ๊คได้เช่นกัน ขณะที่แบตเตอรี่ใช้งานนานขึ้น 10-15%

ผู้บริหารไมโครซอฟท์ อธิบายว่า เพราะโอเอสใหม่ออกแบบระบบให้ใช้หน่วยความจำเครื่องแบบไดนามิก ระบบจะไม่จองพื้นที่บนหน่วยความจำไว้ล่วงหน้าสำหรับโปรแกรมที่เลือกขึ้นมารอใช้งาน แต่จะใช้พื้นที่จริงๆ เมื่อมีการเรียกใช้งานโปรแกรมวินโดว์สเท่านั้น ช่วยประหยัดพลังงานได้ระดับหนึ่ง รวมถึงช่วยเพิ่มความเร็วในการเปิด และปิดเครื่องได้ทันใจผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

ไฮไลต์ฟีเจอร์ใหม่
คุณสมบัติใหม่ๆ บนวินโดว์ส 7 หลักๆ เป็นการอุดช่องโหว่ที่ได้รับเสียงติติงมาจากครั้งเปิดตัววิสต้า ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของการใช้แอคเคาท์ "ยูสเซอร์ แอคเคาท์ คอนโทรล (ยูเอซี)" ซึ่งเป็นป็อปอัพสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้วิสต้าค่อนข้างมาก แต่เวอร์ชั่นใหม่จะให้สิทธิผู้ใช้กำหนดระดับการแจ้งเตือนได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงยูสเซอร์ อินเทอร์เฟซใหม่ ให้ใช้งานได้แค่คลิกเดียว เช่น ฟังก์ชั่น "จัมพ์ลิสต์" เมื่อคลิกขวาที่โปรแกรมที่ต้องการใช้งานเพียงครั้งเดียว ระบบจะดึงไฟล์ที่ถูกเปิดบ่อยขึ้นมาให้เลือก ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงไฟล์ หรือโปรแกรมที่ต้องการ รวมทั้งการพัฒนาทาสก์ บาร์ใหม่ เพื่อจัดกลุ่มแอพพลิเคชั่น หรือโปรแกรมที่ต้องการให้อยู่ในที่เดียวกัน เพื่อง่ายต่อการเรียกใช้งาน

ขณะที่ผู้ใช้ยังสามารถอัพเกรดวินโดว์ส เวอร์ชั่นสูงกว่าได้เร็วและง่ายขึ้น โดยไม่มีผลกระทบต่อไฟล์ แอพพลิเคชั่น หรือการตั้งค่าเดิมของเครื่อง ในเวลาการอัพเกรดน้อยกว่า 10 นาที

ขณะที่คูล ฟีเจอร์ ที่สาวกวินโดว์ส ตัวจริงไม่ควรพลาดเลยก็คือ ฟังก์ชั่น "วินโดว์ส เชค" หรือการเขย่าหน้าจอด้วยเมาส์ เพื่อเปิด-ปิด หรือรวบโปรแกรมที่ยังไม่ต้องการใช้งานไว้บนทาสก์ บาร์ แทนการย่อ-ขยายหน้าต่างแบบเดิม

นอกจากนี้ยังโอเอสใหม่ยังมีฟังก์ชั่นการจัดแบ่งหน้าจอออกเป็นส่วนๆ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการดูข้อมูลเปรียบเทียบจากไฟล์ต่างกัน โดยไม่ต้องย่อโปรแกรม หรือเปิดปิดไฟล์บ่อยๆ

แฟนคลับเทใจให้เลข "7"
เหล่าแฟนคลับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะตามเว็บบอร์ดในเว็บไซต์ต่างๆ ของไทยหลายคน ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า วินโดว์ส 7 เป็นระบบที่พัฒนาต่อขึ้นมาจากวิสต้า ที่ปรับความเสถียรจนเป็นเลิศ และเห็นว่าวินโดว์ส 7 คือ ลูกผสมระหว่างความเสถียรของเอ็กซ์พี และลูกเล่นเด็ดๆ ของวิสต้า ...

ขณะที่ "เอ็กซ์พี" เหมาะสำหรับคนที่ยังพอใจของเดิม คอมพิวเตอร์มีอายุการใช้งานมากกว่า 3-5 ปีแล้ว ส่วน "วิสต้า" เหมาะสำหรับคนที่ซื้อคอมพิวเตอร์ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะซีพียูในรุ่นหลังๆ มีพลังเหลือเฟือในการประมวลผลวิสต้า

โดยสรุปแล้ว หลายคนเห็นว่า วินโดว์ส 7 เหมาะสำหรับคน 2 แบบ ได้แก่ 1. ใช้เอ็กซ์พีอยู่ และอยากลองวินโดว์ส 7 (ข้ามวิสต้าไปเลย) 2. ใช้วิสต้าสักพักแล้วอยากเปลี่ยนเป็นวินโดว์ส 7 (อันนี้แนะนำ )....

"ฟังก์ชั่นการใช้งานวินโดว์ส7 ครอบคลุมทุกอย่าง ดูเป็นเชิงสัมผัสมากขึ้น ทำงานสะดวก ใครเคยใช้วิสต้าจะรู้สึกว่าตัวโอเอสดูใหญ่ กินทรัพยากรเครื่อง แต่เวอร์ชั่น 7 ไมโครซอฟท์พยายามผนวกฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เข้ากับชีวิตประจำมากขึ้น ใช้งานง่ายกว่าวิสต้าเยอะ" แฟนคลับ คนหนึ่งให้ความเห็น

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Twitter โดนแฮค!!! แล้วคุณล่ะ?

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวที่ได้รับความสนใจในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นจะหนีไม่พ้น ประเด็นที่ ทวิตเตอร์ (Twitter) โดนแฮค ซึ่งสาเหตุเกิดจากการที่พนักงานของบริษัทเลือกใช้พาสเวิร์ดที่ง่ายเกินไป ทำให้แฮคเกอร์สามารถล้วงคองูเห่า เข้าไปเจาะข้อมูลได้แม้กระทั่งบัญขีผู้ใช้ Gmail ของภรรยาซีอีโอกันเลยทีเดียว!!!

บทเรียนครั้งใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากความประมาทในเรื่องเดิมๆ นั่นก็คือ "การตั้งพาสเวิร์ด" ที่ไม่แข็งแรง โดยล่าสุด แฮคเกอร์นามว่า "Hacker Croll" สามารถเจาะเข้าไปในระบบ ผ่านทางอีเมล์ และทวิตเตอร์ของพนักงานหลายๆ คนได้ด้วยการเดาพาสเวิร์ด ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่น่าเศร้าที่สุด โดยแฮคเกอร์สามารถใช้คุณสมบัติการร้องขอพาสเวิร์ดจากเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อนำไปใช้ในการขโมยพาสเวิร์ดของผู้ใช้คนอื่นๆ ออกไป

ทั้งนี้ข้อมูลลับของทางบริษัทที่ถูกขโมยออกไปก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมต่างๆ ข้อมูลพนักงาน ผังที่นั่ง หมายเลขโทรศัพท์ และหมายเลขบัตรเครดิต โดยข้อมูลดังกล่าวถูกส่งไปให้กับบล็อกดังอย่าง TechCrunch เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาอีกด้วย จากกรณีที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนเริ่มกังวลเกียวกับการที่นำข้อมูลสำคัญไปเก็บไว้ในบริการออนไลน์ อย่างเช่น Gmail และ Google Apps ซึ่งข้อมูลสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีชื่อบัญชีผู้ใช้ และพาสเวิร์ดเท่านั้น ในขณะที่มันให้ความสะดวก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงมิใช่น้อย

"เราไม่ทราบว่า แฮคเกอร์ได้พาสเวิร์ดในการใช้ Google Apps ของพนักงานของเราได้อย่างไร ซึ่งบริการดังกล่าว Twitter ใช้ในการแชร์เอกสารระหว่างพนักงานด้วยกันเอง" Biz Stone ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter โพสต์ข้อความไว้ในบล็อก มันดูเหมือนว่า แฮคเกอร์เริ่มต้นด้วยการเจาะบัญชีผู้ใช้อีเมล์ของพนักงานได้ก่อน จากนั้นจึงได้ข้อมูลล็อกอินสำหรับเข้าไปใน Google Apps นั่นหมายความว่า ระบบได้เก็บอีเมล์เก่าที่แจ้งพาสเวิร์ดในการเข้าใช้บริการ Google Apps ไว้ หรือไม่ก็ใช้วิธีขอให้พาสเวิร์ดส่งกลับมาให้ผ่านทางอีเมล์ อย่างไรก้ตาม Google ปฎิเสธที่จะให้คอมเมนต์ต่อกรณีของ Twitter

แม้จุดอ่อนของระบบการใช้ออนไลน์จะอยู่ที่พาสเวิร์ด แต่ Google ก็ได้ช่วยบริษัทต่างๆ ที่ใช้บริการด้วยการแสดงความแข็งแรงของพาสเวิร์ดที่ตั้งในลักษณะกราฟแท่งที่จะบอกว่า พาสเวิร์ดของผู้ใช้มีความแข็งแรงพอ หรือยัง? อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถใช้พาสเวิร์ดแบบครั้งเดียว เพื่อความปลอดภัยอย่างเช่น ระบบสมาร์ทการ์ด และการสแกนนิ้วมือ เป็นต้น ซึ่ง twitter อาจจะใช้วิธีเหล่านี้แทนการจำพาสเวิร์ดตามปกติ


และบทเรียนของ Twitter ทำให้เราต้องมาทบทวนกันอีกครั้ง สำหรับขั้นตอนของการตั้งพาสเวิร์ด เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการออนไลน์ ซึ่งมีดังนี้


หวังว่า บทเรียนของ Twitter จะได้ทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้บริการออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของรหัสผ่านที่มักจะเป็นจุดอ่อนของผุ้ใช้หลายๆ คน...เราเตือนท่านแล้ว