เชื่อว่า ประสบการณ์ที่ Windows XP แช่แข็งตัวเอง ไม่ยอมรับคำสั่งใดๆ แม้แต่จะเปิดเมนู Start ขึ้นมาก็ยังทำไม่ได้เลย คงจะเคยเกิดขึ้นกับเพื่อนๆ หลายคนส่วนใหญ่เลือกวิธีปลิดชีพด้วยการกดปุ่ม Power เพื่อปิดเครื่อง ถ้าไม่ยอมก็ดึงปลั๊กมันซะเลย อะไรจะโหดร้ายปานนั้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เพื่อนๆ จะใช้ไม้ตายจัดการกับปัญหาด้วยวิธีดังกล่าว นายเกาเหลาอยากให้ลองอีกสักวิธีหนึ่งจะได้ไหมครับ ที่สำคัญมันปลอดภัยกว่า วิธีข้างต้นนี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือ การสั่งรีสตาร์ตผ่าน Task Manager
การปิดเครื่องด้วยวิธี hard reset ที่เป็นไม้ตาย บ่อยครั้งที่พบว่า มันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบปฏิบัติการ และคอมพิวเตอร์มีอาการรวนในอนาคตอันใกล้
การใช้รีสตาร์ตระบบด้วยซอฟต์แวร์เป็นวิธีที่นุ่มนวลกว่า ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีด้วยกันในการที่เพื่อนๆ จะเปิด Task Manger ขึ้นมานั่นก็คือ
กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del แล้วคลิ้กบนปุ่ม Task Manager
กดปุ่ม Ctrl + Shift + Esc เพื่อเปิด Task Manager
เมื่อ Task Manger ปรากฎขึ้นมาแล้ว นอกจากเพื่อนๆ จะสามารถค้นหาโพรเซสที่แฮงอยู่ในระบบ เพื่อปิดมันลงไป เพื่อว่า ระบบอาจจะฟื้นกลับมาอีกครั้งก็ได้ หรือจะคลิ้กเมนู Shut Down เลือกคำสั่ง Restart เพื่อให้คอมพิวเตอร์เริ่มต้นทำงานทุกอย่างใหม่ก็ได้อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ให้ความปลอดภัยกับระบบมากกว่าการปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์อย่างแน่นอนครับ
ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปคอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปคอมพิวเตอร์ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ภาพถ่ายเบลอๆ กล้องเอ๋อ หรือเจ้าของ ??
ผู้ใช้บางคนที่อาจจะไม่เคยใช้กล้องถ่ายรูปมาก่อน โดยเฉพาะกล้องดิจิตอล พอคนขายบอกว่า กล้องดิจิตอลที่ซื้อไปใช้ง่ายมาก เปิดโหมดถ่ายภาพ เลือกมุมสวยที่ต้องการ แล้วก็กดชัตเตอร์ เพียงแค่นี้ก็ได้ภาพที่มีแสงสีสวยงาม คมชัดจับใจแล้ว... แต่เอาเข้าจริงๆ ปรากฏว่า ถ่ายออกมาแล้วเบลอทุกภาพ นี่เป็นประสบการณ์ตรงของผู้ใช้มือใหม่คนหนึ่งที่บ่นกระปอดกระแปดให้ฟัง... และเช่นเคย ปัญหา Human Error มักจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของผู้ใช้มือใหม่...ซึ่งรวมถึงประสบการณ์ในการใช้กล้องครั้งแรกของนายเกาเหลาด้วยเช่นกัน :)
ผู้ใช้คนนี้เล่าให้ฟังว่า ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลสุดหรูของเขา กี่รูปๆ ออกมาเบลอหมด ไม่เข้าใจว่า ทำไม ? พูดไม่พูดเปล่า หยิบกล้องมาอวด แล้วเปิดให้ดูภาพที่ถ่ายและเก็บไว้ในหน่วยความจำที่อยู่ในกล้อง ซึ่งมันก็เบลอทุกภาพจริงๆ ดูที่เลนส์หน้ากล้องก็ชัดปิ้งนิ๊งเสียกระไร วิวไฟน์เดอร์ก็สะอาด บนจอแอลซีดีก็ชัดนิ้ง เรียกว่า ทุกอย่างพร้อม แล้วมันผิดพลาดที่อะไรล่ะ ผู้ใช้คนนี้ยังเล่าให้ฟังว่า เคยเล่นกล้องฟิล์มแต่ไม่เคยเจอปัญหานี้เลย ว่าแล้วก็เลยให้เขาลองถ่ายรูปนายเกาเหลาดูหน่อย ปรากฏว่า เบลออีกแล้วครับทั่น.น.น...แต่นั่นทำให้นายเกาเหลาพบสาเหตุของภาพถ่ายที่เบลอทั้งหมด
ปกติกล้องถ่ายรูปดิจิตอล เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ มันจะมีการหน่วงเวลา (lag time) เล็กน้อยก่อนที่ภาพจะถูกบันทึกเข้าไป ซึ่งหากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมีการขยับกล้องขึ้นมา ปัญหาภาพเบลอ หรือภาพไหวย่อมเกิดขึ้นได้ และผู้ใช้คนนี้ คงติดนิสัยกล้องฟิล์มมา แบบว่า ลั่นชัตเตอร์ปุ๊บก็ขยับกล้องทันทีไม่ดูดำดูดีอะไรเลย นายเกาเหลาได้ยินเสียงชัตเตอร์หลังจากที่เขาขยับกล้องแล้วเสียด้วยซ้ำ อย่างนี้ภาพจะไม่เบลอได้อย่างไร นายเกาเหลาแนะนำให้เขากดปุ่ม Shutter ลงครึ่งหนึ่งก่อน เพื่อเลือกมุมภาพที่ต้องการ เมื่อพร้อมแล้ว ค่อยกดปุ่มอีกครึ่งหนึ่งให้สุด นอกจากนี้ การถ่ายภาพในที่แสงน้อยจะทำให้เกิดการหน่วงมากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างมากสักหน่อย และถ้าหากถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว ก็ควรเลือกโหมด Sports อีกอย่างหนึ่งคือ ต้องแน่ใจว่า ท่าทางในการจับกล้องมั่นคงดีแล้ว แต่ถ้าไม่ถนัดอาจหาขาตั้งกล้องมาช่วยก็ได้ และเพื่อความมั่นใจอาจจะใช้รีโมตชัตเตอร์ เพราะเวลาที่คุณกดชัตเตอร์ด้วยตนเองอาจทำให้กล้องสั่นได้ ถ้าเป็นคนมือหนักนะครับ หลังจากที่นายเกาเหลาลองถ่ายดูบ้าง (แบบใจเย็น) ก็ปรากฏว่า ภาพที่ออกมาชัดปิ๊งนิ้งเหลือเกิน...ตกลง...กล้อง หรือคนที่เออร์เรอร์กันแน่ครับเนี่ย...
ขอบคุณทิปจาก หนังสือคอมพิวเตอร์ทูเดย์
ผู้ใช้คนนี้เล่าให้ฟังว่า ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลสุดหรูของเขา กี่รูปๆ ออกมาเบลอหมด ไม่เข้าใจว่า ทำไม ? พูดไม่พูดเปล่า หยิบกล้องมาอวด แล้วเปิดให้ดูภาพที่ถ่ายและเก็บไว้ในหน่วยความจำที่อยู่ในกล้อง ซึ่งมันก็เบลอทุกภาพจริงๆ ดูที่เลนส์หน้ากล้องก็ชัดปิ้งนิ๊งเสียกระไร วิวไฟน์เดอร์ก็สะอาด บนจอแอลซีดีก็ชัดนิ้ง เรียกว่า ทุกอย่างพร้อม แล้วมันผิดพลาดที่อะไรล่ะ ผู้ใช้คนนี้ยังเล่าให้ฟังว่า เคยเล่นกล้องฟิล์มแต่ไม่เคยเจอปัญหานี้เลย ว่าแล้วก็เลยให้เขาลองถ่ายรูปนายเกาเหลาดูหน่อย ปรากฏว่า เบลออีกแล้วครับทั่น.น.น...แต่นั่นทำให้นายเกาเหลาพบสาเหตุของภาพถ่ายที่เบลอทั้งหมด
ปกติกล้องถ่ายรูปดิจิตอล เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์ มันจะมีการหน่วงเวลา (lag time) เล็กน้อยก่อนที่ภาพจะถูกบันทึกเข้าไป ซึ่งหากช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมีการขยับกล้องขึ้นมา ปัญหาภาพเบลอ หรือภาพไหวย่อมเกิดขึ้นได้ และผู้ใช้คนนี้ คงติดนิสัยกล้องฟิล์มมา แบบว่า ลั่นชัตเตอร์ปุ๊บก็ขยับกล้องทันทีไม่ดูดำดูดีอะไรเลย นายเกาเหลาได้ยินเสียงชัตเตอร์หลังจากที่เขาขยับกล้องแล้วเสียด้วยซ้ำ อย่างนี้ภาพจะไม่เบลอได้อย่างไร นายเกาเหลาแนะนำให้เขากดปุ่ม Shutter ลงครึ่งหนึ่งก่อน เพื่อเลือกมุมภาพที่ต้องการ เมื่อพร้อมแล้ว ค่อยกดปุ่มอีกครึ่งหนึ่งให้สุด นอกจากนี้ การถ่ายภาพในที่แสงน้อยจะทำให้เกิดการหน่วงมากขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นควรเลือกถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างมากสักหน่อย และถ้าหากถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนไหว ก็ควรเลือกโหมด Sports อีกอย่างหนึ่งคือ ต้องแน่ใจว่า ท่าทางในการจับกล้องมั่นคงดีแล้ว แต่ถ้าไม่ถนัดอาจหาขาตั้งกล้องมาช่วยก็ได้ และเพื่อความมั่นใจอาจจะใช้รีโมตชัตเตอร์ เพราะเวลาที่คุณกดชัตเตอร์ด้วยตนเองอาจทำให้กล้องสั่นได้ ถ้าเป็นคนมือหนักนะครับ หลังจากที่นายเกาเหลาลองถ่ายดูบ้าง (แบบใจเย็น) ก็ปรากฏว่า ภาพที่ออกมาชัดปิ๊งนิ้งเหลือเกิน...ตกลง...กล้อง หรือคนที่เออร์เรอร์กันแน่ครับเนี่ย...
ขอบคุณทิปจาก หนังสือคอมพิวเตอร์ทูเดย์
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
8 วิธีในการดึงพื้นที่ฮาร์ดดิสก์คืนมา
เทคนิคหนึ่งที่นำมาใช้เสมอกรณีที่เริ่ม Setup คอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานเองก็คือ จัดแบ่งพาร์ติชั่นให้เหมาะสม โดยแยกให้เป็นพาร์ติชั่นสำหรับระบบปฏิบัติการ พาร์ติชั่นสำหรับ Application และสำหรับ Cache Drive หรือ Temp Drive และเมื่อใดก็ตามที่เห็นผู้ใช้งานท่านใด บ่นว่าไม่มีพื้นที่ในการเก็บข้อมูล เราว่าปัญหาแท้จริงนั้นไม่ใช่ว่าพื้นที่ทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์เต็มไปด้วยข้อมูล แต่ปัญหาจริงๆ ก็คือว่า การขาดการจัดการที่ดีมากกว่า แม้แต่ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ก็ต้องการการจัดการ
กรณีนี้กล่าวถึงเฉพาะในพาร์ติชั่นของระบบปฏิบัติการและ Application เท่านั้น ส่วนตัวแล้ว กำหนดให้มีขนาดไม่เกิน 800เมกะไบต์ เพราะถือว่าการติดตั้งซอฟต์แวร์ Application ในปริมาณที่เกินกว่า 1 เมกะไบต์นั้น เป็นการสิ้นเปลืองและการไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง รวมไปถึงการจัดการที่ไม่ดีด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พื้นที่ 800 เมกะไบต์ของผมก็ยังเต็มอยู่บ่อย ด้วยเหตุนี้ผมจึงเรียบเรียง กลวิธีง่ายๆในการดูแลพาร์ติชั่นดังกล่าวให้สะอาดและมีพื้นที่ว่างประมาณ 30 - 50 เมกะไบต์เสมอ ทำไมต้องมีพื้นที่ว่าง เพราะต้องว่างไว้สำหรับข้อมูลแคชของ Netscape , Internet Explorer , ไฟล์ที่มีผู้ส่งให้ทาง E-mail และข้อมูลที่ต้องถูกเก็บโดยอัตโนมัติในพาร์ติชั่นเดี ยวกับ Application ไม่สามารถแยกเก็บต่างหากได้
1. Recycles Bin คือ สถานที่แรกที่ควรพิจารณาจัดการ ปกติถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขนาดของถังขยะจะมีความจุ 1/10 เท่าของพื้นที่พาร์ติชั่น กรณีของฮาร์ดดิสก์ 1 กิกะไบต์ ก็จะมีถังขยะขนาด 100 เมกะไบต์ หากไม่จัดการให้เหมาะสม ปล่อยให้ถังขยะเต็มอยู่ตลอดเวลา ก็จะเสียพื้นที่ 100 เมกะไบต์ไปโดยเปล่าประโยชน์
2. การจัดการกับข้อมูลใน Disk Cache ของบราวเซอร์ เช่น Netscape , Internet Explorer ข้อดีของการมีข้อมูลเหล่านั้นไว้ก็คือ ประหยัดเวลาในการดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต และใช้ดูขณะ Offline ได้ แต่ข้อเสียก็คือใช้พื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ ทางที่ดีควร "ล้างแคช" โดยการใช้ฟังก์ชั่น Clear Cache ของบราวเซอร์ที่ใช้งาน กรณีของ Netscape นั้น ไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตอยู่ใน C:\Program File\Netcape\…\cache ส่วนกรณีของ Internet Explorer นั้นอยู่ใน C:\Windows\Teporary Internet File\ พื้นที่ที่ใช้ในการเก็บไฟล์เหล่านั้นเริ่มจากไม่กี่เ มกะไบต์ไปจนหลายสิบเมกะ ไบต์ ซึ่งหากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้ใช้งานก็ควรลบออก
3. การจัดการกับไฟล์ที่ส่งแนบมากับจดหมายอิเลคทรอนิคส์ และไฟล์ข้อมูลที่ดาวน์โหลดเข้าเก็บไว้โดยโปรแกรมประเภท Offline Web Browser สำหรับไฟล์ที่แนบมากับจดหมายอิเลคทรอนิคส์นั้น อาจต้องการใช้งานระยะเวลาสั้นๆ หลังจากต้องดำเนินการขั้นต่อไปคือ ตัดสินใจว่าจะสำรองข้อมูลไว้ หรือลบทิ้ง หรือนำไปจัดเก็บในพาร์ติชั่นสำหรับข้อมูล ส่วนไฟล์ HTMLและรูปภาพที่ดาวน์โหลดโดย Offline Web Browser ถ้าหากต้องการเก็บไว้อ้างอิงระยะยาว ก็ควรย้ายไปยังพาร์ติชั่นสำหรับข้อมูลเช่นกัน หากไม่ต้องการใช้ก็ลบทิ้ง พื้นที่ว่างที่ได้เพิ่มขึ้นนั้น หลากหลายตามสัดส่วนความรกของไฟล์ สำหรับไฟล์ที่รับจาก e-mail กรณีที่ใช้งาน Eudora พบว่าบางครั้งไฟล์ขนาดใหญ่ และรับครั้งเดียวไม่สำเร็จ และเมื่อรับครั้งต่อไป ไฟล์นั้นจะถูกทิ้งไว้ และสร้างชื่อใหม่ขึ้นอีก ไฟล์ที่ใช้ได้คือไฟล์ที่สมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นจึงควรตรวจสอบและกำจัดไฟล์ขยะทิ้งไป
4. ไฟล์นามสกุล .tmp ใน C:\Windows\temp เป็นไฟล์ชั่วคราว (Temporary File)ที่ถูกสร้างขณะที่ใช้งาน Application ต่างๆ ถ้าหากการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการเปิด-ปิดตามปกติ ไฟล์ชั่วคราวดังกล่าวจะถูกทำลายโดยอัตโนมัติเมื่อใช้ งานเสร็จ แต่ในกรณีที่วินโดวส์หยุดทำงานเพราะแฮงค์ ไฟล์ชั่วคราวดังกล่าวจะเหลืออยู่ และเมื่อเป็นปริมาณมากๆ ขนาดก็ใหญ่ตาม การกำจัดทำได้โดยใช้ยูทิลิตีส์ เช่น Norton Utility Space Wizard
5. ทิ้งชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแต่ถูกติดตั้งลงไปเมื่อติดตั้งวินโดวส์ สำหรับวินโดวส์ภาษาไทย สิ่งที่ลบออกได้ก็คือ C:\Program File\Online Service จะสังเกตเห็นว่า Online Services ที่ให้มานั้นคือ ของ AT &T , CompuServe, AOL ซึ่งเป็น บริการที่หาไม่ได้ในประเทศไทย แต่ถูกติดตั้งโดยอัตโนมัติ ไม่มีตัวเลือกให้ว่าจะเลือกติดตั้งหรือไม่ติดตั้ง และไม่มีตัว Uninstall ที่มากับ Windows ด้วย การลบทำได้สองวีธีคือ ลบด้วยมือ โดยเข้าไปลบใน Windows Explorer หรือใช้ยูทิลิตีส์ในการ Uninstall เช่น Clean Sweep , Uninstall การทิ้งส่วนนี้ให้พื้นที่ว่างถึง 9 เมกะไบต์
6. Application ที่แถมมากับวินโดวส์ แต่ไม่ได้ใช้งาน กรณีนี้ควรตรวจสอบก่อนลบว่าต้องการใช้อยู่หรือไม่ เช่น Hyper Terminal , Word Pad Thai , Windows Messaging , Paint ,ทำให้พื้นที่ว่างลงอีกหลายเมกะไบต์ได้เช่นกัน การเอาออกทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน Add/Remove Program ใน Control Panel
7. ไฟล์สำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการ แต่หลงเหลือไว้ในฮาร์ดดิสก์หลังจากติดตั้งวินโดวส์เสร็จเรียบร้อย พบในบางกรณี เช่น Notebook ยี่ห้อ Toshiba เมื่อซื้อมานั้น มักจะมาพร้อมกับวินโดวส์ 95 ซึ่งถูกติดตั้งเรียบร้อย แล้ว แต่ไฟล์สำหรับติดตั้งนั้นจะอยู่ใน C:\Windows\Option ซึ่งมีขนาดความจุ 60 - 90 เมกะไบต์ ทั้งนี้ประโยชน์ของการมีไฟล์ดังกล่าวไว้คือ กรณีที่วินโดวส์เสียหาย ก็สามารถติดตั้งจากตัวต้นฉบับที่ถูกคัดลอกไว้ดังกล่าวได้ แต่ก็เสียพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ไป ทางที่ดีควรพิจารณาสำรองไว้ในแผ่นฟล๊อปปี้ หรือหากเป็นการใช้งานคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (Workgroup) ก็ควรขอพื้นที่ในเซอร์เวอร์ เพื่อฝากไฟล์ดังกล่าว หรือหากไม่สามารถลบทิ้ง ไม่สามารถฝากไฟล์ไว้ที่เครื่องอื่นได้ แนะนำให้ลบไฟล์ชื่อ wowkit.exe ซึ่งมีขนาดถึง 19 เมกะไบต์ออก เพราะเป็นไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานกันตามปกติเช่นเดียวกัน
8. ไล่ดูแต่ละโฟลเดอร์ทั้งใหญ่และย่อยถ้าทำได้ บางทีอาจจะเหลือขยะที่ทำให้เราจัดการได้บ้าง เช่น ไฟล์ตกค้างใน Eudora , ไฟล์ตกค้างจากการใช้ Offline Browser เช่น Teleport หรือไฟล์ที่เราอาจจะค้นพบได้เพิ่มเติมว่า มันไม่มีประโยชน์ และเปลืองพื้นที่ฮาร์ดดิสก์โดยไม่จำเป็น
Credit : teabmongkon49
กรณีนี้กล่าวถึงเฉพาะในพาร์ติชั่นของระบบปฏิบัติการและ Application เท่านั้น ส่วนตัวแล้ว กำหนดให้มีขนาดไม่เกิน 800เมกะไบต์ เพราะถือว่าการติดตั้งซอฟต์แวร์ Application ในปริมาณที่เกินกว่า 1 เมกะไบต์นั้น เป็นการสิ้นเปลืองและการไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง รวมไปถึงการจัดการที่ไม่ดีด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พื้นที่ 800 เมกะไบต์ของผมก็ยังเต็มอยู่บ่อย ด้วยเหตุนี้ผมจึงเรียบเรียง กลวิธีง่ายๆในการดูแลพาร์ติชั่นดังกล่าวให้สะอาดและมีพื้นที่ว่างประมาณ 30 - 50 เมกะไบต์เสมอ ทำไมต้องมีพื้นที่ว่าง เพราะต้องว่างไว้สำหรับข้อมูลแคชของ Netscape , Internet Explorer , ไฟล์ที่มีผู้ส่งให้ทาง E-mail และข้อมูลที่ต้องถูกเก็บโดยอัตโนมัติในพาร์ติชั่นเดี ยวกับ Application ไม่สามารถแยกเก็บต่างหากได้
1. Recycles Bin คือ สถานที่แรกที่ควรพิจารณาจัดการ ปกติถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขนาดของถังขยะจะมีความจุ 1/10 เท่าของพื้นที่พาร์ติชั่น กรณีของฮาร์ดดิสก์ 1 กิกะไบต์ ก็จะมีถังขยะขนาด 100 เมกะไบต์ หากไม่จัดการให้เหมาะสม ปล่อยให้ถังขยะเต็มอยู่ตลอดเวลา ก็จะเสียพื้นที่ 100 เมกะไบต์ไปโดยเปล่าประโยชน์
2. การจัดการกับข้อมูลใน Disk Cache ของบราวเซอร์ เช่น Netscape , Internet Explorer ข้อดีของการมีข้อมูลเหล่านั้นไว้ก็คือ ประหยัดเวลาในการดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต และใช้ดูขณะ Offline ได้ แต่ข้อเสียก็คือใช้พื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ ทางที่ดีควร "ล้างแคช" โดยการใช้ฟังก์ชั่น Clear Cache ของบราวเซอร์ที่ใช้งาน กรณีของ Netscape นั้น ไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตอยู่ใน C:\Program File\Netcape\…\cache ส่วนกรณีของ Internet Explorer นั้นอยู่ใน C:\Windows\Teporary Internet File\ พื้นที่ที่ใช้ในการเก็บไฟล์เหล่านั้นเริ่มจากไม่กี่เ มกะไบต์ไปจนหลายสิบเมกะ ไบต์ ซึ่งหากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่ได้ใช้งานก็ควรลบออก
3. การจัดการกับไฟล์ที่ส่งแนบมากับจดหมายอิเลคทรอนิคส์ และไฟล์ข้อมูลที่ดาวน์โหลดเข้าเก็บไว้โดยโปรแกรมประเภท Offline Web Browser สำหรับไฟล์ที่แนบมากับจดหมายอิเลคทรอนิคส์นั้น อาจต้องการใช้งานระยะเวลาสั้นๆ หลังจากต้องดำเนินการขั้นต่อไปคือ ตัดสินใจว่าจะสำรองข้อมูลไว้ หรือลบทิ้ง หรือนำไปจัดเก็บในพาร์ติชั่นสำหรับข้อมูล ส่วนไฟล์ HTMLและรูปภาพที่ดาวน์โหลดโดย Offline Web Browser ถ้าหากต้องการเก็บไว้อ้างอิงระยะยาว ก็ควรย้ายไปยังพาร์ติชั่นสำหรับข้อมูลเช่นกัน หากไม่ต้องการใช้ก็ลบทิ้ง พื้นที่ว่างที่ได้เพิ่มขึ้นนั้น หลากหลายตามสัดส่วนความรกของไฟล์ สำหรับไฟล์ที่รับจาก e-mail กรณีที่ใช้งาน Eudora พบว่าบางครั้งไฟล์ขนาดใหญ่ และรับครั้งเดียวไม่สำเร็จ และเมื่อรับครั้งต่อไป ไฟล์นั้นจะถูกทิ้งไว้ และสร้างชื่อใหม่ขึ้นอีก ไฟล์ที่ใช้ได้คือไฟล์ที่สมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นจึงควรตรวจสอบและกำจัดไฟล์ขยะทิ้งไป
4. ไฟล์นามสกุล .tmp ใน C:\Windows\temp เป็นไฟล์ชั่วคราว (Temporary File)ที่ถูกสร้างขณะที่ใช้งาน Application ต่างๆ ถ้าหากการใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการเปิด-ปิดตามปกติ ไฟล์ชั่วคราวดังกล่าวจะถูกทำลายโดยอัตโนมัติเมื่อใช้ งานเสร็จ แต่ในกรณีที่วินโดวส์หยุดทำงานเพราะแฮงค์ ไฟล์ชั่วคราวดังกล่าวจะเหลืออยู่ และเมื่อเป็นปริมาณมากๆ ขนาดก็ใหญ่ตาม การกำจัดทำได้โดยใช้ยูทิลิตีส์ เช่น Norton Utility Space Wizard
5. ทิ้งชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้งานแต่ถูกติดตั้งลงไปเมื่อติดตั้งวินโดวส์ สำหรับวินโดวส์ภาษาไทย สิ่งที่ลบออกได้ก็คือ C:\Program File\Online Service จะสังเกตเห็นว่า Online Services ที่ให้มานั้นคือ ของ AT &T , CompuServe, AOL ซึ่งเป็น บริการที่หาไม่ได้ในประเทศไทย แต่ถูกติดตั้งโดยอัตโนมัติ ไม่มีตัวเลือกให้ว่าจะเลือกติดตั้งหรือไม่ติดตั้ง และไม่มีตัว Uninstall ที่มากับ Windows ด้วย การลบทำได้สองวีธีคือ ลบด้วยมือ โดยเข้าไปลบใน Windows Explorer หรือใช้ยูทิลิตีส์ในการ Uninstall เช่น Clean Sweep , Uninstall การทิ้งส่วนนี้ให้พื้นที่ว่างถึง 9 เมกะไบต์
6. Application ที่แถมมากับวินโดวส์ แต่ไม่ได้ใช้งาน กรณีนี้ควรตรวจสอบก่อนลบว่าต้องการใช้อยู่หรือไม่ เช่น Hyper Terminal , Word Pad Thai , Windows Messaging , Paint ,ทำให้พื้นที่ว่างลงอีกหลายเมกะไบต์ได้เช่นกัน การเอาออกทำได้โดยใช้ฟังก์ชัน Add/Remove Program ใน Control Panel
7. ไฟล์สำหรับติดตั้งระบบปฏิบัติการ แต่หลงเหลือไว้ในฮาร์ดดิสก์หลังจากติดตั้งวินโดวส์เสร็จเรียบร้อย พบในบางกรณี เช่น Notebook ยี่ห้อ Toshiba เมื่อซื้อมานั้น มักจะมาพร้อมกับวินโดวส์ 95 ซึ่งถูกติดตั้งเรียบร้อย แล้ว แต่ไฟล์สำหรับติดตั้งนั้นจะอยู่ใน C:\Windows\Option ซึ่งมีขนาดความจุ 60 - 90 เมกะไบต์ ทั้งนี้ประโยชน์ของการมีไฟล์ดังกล่าวไว้คือ กรณีที่วินโดวส์เสียหาย ก็สามารถติดตั้งจากตัวต้นฉบับที่ถูกคัดลอกไว้ดังกล่าวได้ แต่ก็เสียพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ไป ทางที่ดีควรพิจารณาสำรองไว้ในแผ่นฟล๊อปปี้ หรือหากเป็นการใช้งานคอมพิวเตอร์ในเครือข่าย (Workgroup) ก็ควรขอพื้นที่ในเซอร์เวอร์ เพื่อฝากไฟล์ดังกล่าว หรือหากไม่สามารถลบทิ้ง ไม่สามารถฝากไฟล์ไว้ที่เครื่องอื่นได้ แนะนำให้ลบไฟล์ชื่อ wowkit.exe ซึ่งมีขนาดถึง 19 เมกะไบต์ออก เพราะเป็นไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งานกันตามปกติเช่นเดียวกัน
8. ไล่ดูแต่ละโฟลเดอร์ทั้งใหญ่และย่อยถ้าทำได้ บางทีอาจจะเหลือขยะที่ทำให้เราจัดการได้บ้าง เช่น ไฟล์ตกค้างใน Eudora , ไฟล์ตกค้างจากการใช้ Offline Browser เช่น Teleport หรือไฟล์ที่เราอาจจะค้นพบได้เพิ่มเติมว่า มันไม่มีประโยชน์ และเปลืองพื้นที่ฮาร์ดดิสก์โดยไม่จำเป็น
Credit : teabmongkon49
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
