แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทิปไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553

Vista : ช่วยด้วย!!! ถังขยะหาย

เพื่อนนายเกาเหลา หัวเสียเป็นการใหญ่หลังจากพบว่า เผลอเปิดโน้ตบุ๊กตัวใหม่ที่เพิ่งติดตั้งซอฟต์แวร์เสร็จไว้ที่โต๊ะทำงานแป๊บเดียว มีมือดีมาแอบเล่นโน้ตบุ๊กของเธอจนได้ ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไรจนกระทั่งพบว่า ถังขยะใสๆ ของ Vista อันตรธานไปไหนก็ไม่รู้


อย่างที่บอกว่า Recycle Bin ของ Vista มีคำสั่งลบไอคอนออกไปได้ เฮ้อ! แต่ไม่เป็นไรครับ นายเกาเหลามีวิธีกู้ถังขยะในวิสต้ามาฝาก ซึ่งง่ายมากๆ เลย เพียงไม่คลิ้กก็พลิกถังขยะกลับคืนมาได้แล้ว ไปดูกันครับ
1.ให้คลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างบนเดสก์ทอปของ Vista เลือกคำสั่ง Personalize
2.เลือก Change Desktop Icons


3.ภายใต้ Desktop Icon Settings คลิ้กเครื่องหมายถูกหน้ารายการ Recycle Bin


4.ให้คลิ้ก OK
สำหรับขั้นตอนที่ 3 เพื่อนๆ สามารถเช็กบ็อกซ์หน้ารายการอย่าง Computer หรือ Control Panel เพื่อให้มีไอคอนเรียกใช้งานสองส่วนนี้บนเดสก์ทอปก็ได้นะครับ เนื่องจากมันช่วยลดขั้นตอนที่จะต้องคลิ้กปุ่ม Start เพื่อเข้าถึงส่วนทำงานหลักสำคัญๆ ทั้งสองส่วนนี้

ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Vista : ReadyBoost ไม่เวิร์ก

หลังจากที่ผู้ใช้เพลิดเพลินจำเริญใจกับอินเทอร์เฟซใหม่ของวิสต้าไปแล้ว หลายคนเริ่มทดลองใช้งานคุณสมบัติใหม่ๆ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพความเร็วของการทำงานให้กับระบบได้ อย่างเช่น ReadyBoost ซึ่งล่าสุด นายเกาเหลาได้รับอีเมล์สอบถามเข้ามาฉบับหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า เขาได้พยายามใช้ ReadyBoost ในวินโดวส์วิสต้าบนแลปทอปตัวใหม่ โดยใช้กับการ์ดหน่วยความจำ SD แต่วิสต้าแจ้งว่า การ์ดหน่วยความจำของเขาไม่ได้ประสิทธิภาพตามที่ระบบต้องการ

โดยสรุปแล้ว ReadyBoost จะทำหน้าที่เสมือนหน่วยความจำเพิ่มเติมให้กับแรมของระบบปฏิบัติการนั่นเอง โดยใช้หน่วยความจำแฟลช (การ์ดหน่วยความจำ ธัมบ์ไดรฟ์ ฯลฯ) ซึ่งสเปกขั้นต่ำของหน่วยความจำแฟลชที่จะใช้ทำ ReadyBoost ได้จะต้องมีขนาดอย่างน้อย 256 เมกะไบต์ ในขณะที่ระบบจะต้องมีแรมที่ไม่ถูกใช้งานอย่างน้อย 235 เมกะไบต์ นอกจากนี้ ขนาดของหน่วยความจำที่ใช้ทำ ReadyBoost จะได้สูงสุด 4 กิกะไบต์

ถ้าข้อกำหนดข้างต้นนี้ผ่านแล้ว สิ่งที่ต้องตรวจสอบต่อไปก็คือ ความเร็วในการอ่านข้อมูลของแฟลชไดรฟ์ที่ใช้จะต้องอยู่ที่ 2.5 เมกะไบต์ต่อวินาที (ที่ขนาดข้อมูล 4 กิโลไบต์) และความเร็วในการเขียนข้อมูลจะต้องเร็วถึง 1.75 เมกะไบต์ต่อวินาที (ที่การเขียนข้อมลขนาด 512 กิโลไบต์) แถมเวลาในการเข้าถึง (Access time) ต้องอยู่ที่ 1 มิลลิวินาที หรือต่ำกว่านี้ ดังนั้น ก่อนซื้อการ์ดหน่วยความจำ เพื่อใช้ทำ ReadyBoost ควรตรวจสอบข้อกำหนดเหล่านี้อย่างระมัดระวัง เพราะถ้าไม่ได้ตามสเปกนี้ ReadyBoost ก็จะไม่ทำงาน อีกวิธีง่ายๆ ก็คือ มองหาแฟลชไดรฟ์ที่แพ็กเกจระบุว่า Enhanced for Windows ReadyBoost ก็ได้ครับ
ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Notepad เสนอหน้าเปิดไฟล์ Excel

ปัญหาคลาสสิกประจำเกาเหลาทิปวันนี้เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อนที่จะลงมือเขียนต้นฉบับนี้เองครับ พอดีรุ่นน้องให้ช่วยไปดูไฟล์งานที่ทำบน Excel พอไปถึง คุณเธอก็จัดแจงก๊อบปี้ไฟล์ที่เตรียมไว้จากธัมบ์ไดรฟ์เข้าไปในโน้ตบุ๊กของเพื่อนชาย จากนั้นดับเบิลคลิ้กไฟล์งานสเปรดชีต แทนที่ระบบจะเปิดไฟล์ให้ในโปรแกรม Excel ปรากฏว่า กลายเป็น Notepad เสนอหน้าเปิดไฟล์พร้อมแสดงผลตัวอักษรยึกยือเต็มไปหมดขึ้นมาแทน เจ้าของเครื่องเห็นตกใจพร้อมกับโพล่งออกมาทันทีว่า สงสัยต้องลง Excel ใหม่แล้ว...โห...ขนาดนั้นเชียว!!


นายเกาเหลาว่า คงจะมีผู้ใช้อีกไม่น้อยทีเดียวที่เข้าใจผิดเช่นนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพราะโปรแกรม Excel เสียแต่อย่างใด แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างไฟล์ข้อมูลกับโปรแกรม (Association Program) ของระบบปฏิบัติการ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือวินโดวส์ดันไปบอกให้เปิดไฟล์ดังกล่าวใน Notepad ซึ่งผู้ใช้สามารถแก้ไขให้เป็นปกติได้ภายในอึดใจ นี่ถ้าบ้าจี้ลง Excel ใหม่คงต้องวุ่นวายไปนานกว่าจะเสร็จธุระ


ขั้นตอนการแก้ไขก็คือ คลิ้กขวาบนไฟล์ Excel เลือกคำสั่ง Open With จากนั้นเลือก Choose Program… ในไดอะล็อกบ็อกซ์ที่แสดงรายการเลือกโปรแกรมที่ต้องการให้เปิดไฟล์นั้นๆ เลือก Microsoft Office Excel แต่ถ้าไม่เจอในรายการ ให้คลิ้กปุ่ม Browse แล้วค้นหาไฟล์ที่ชื่อ Excel.exe หลังจากเลือกโปรแกรมที่จะเปิดไฟล์ข้อมูล Excel ได้แล้ว ให้คลิ้กเลือกเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ “Always use the selected program to open this kind of file” แล้วคลิ้กปุ่ม OK เพียงแค่นี้วินโดวส์ก็จะไม่จำอะไรผิดๆ เพี้ยนๆ เที่ยวไปเปิดไฟล์ข้อมูลในโปรแกรมที่ไม่ถูกต้องอย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับรุ่นน้องคนนี้ของผมแล้วครับ ตกม้ากันมาเยอะแล้วกับปัญหาหญ้าปากคอกอย่างนี้
ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Vista : ปรับแต่ง Sidebar

เท่าที่นายเกาเหลาได้พูดคุยกับผู้ใช้วิสต้าหลายๆ คนพบว่า ทุกคนใช้งานเหมือน XP ประมาณว่า ไม่ค่อยได้ใช้คุณสมบัติบางอย่างที่เขาอุตส่าห์พัฒนาขึ้นมาให้ใช้ อย่างเช่น สไลด์บาร์ (Sidebar) ที่บางคนบ่นว่าไม่ชอบอีกต่างหากแน่ะ แต่ก็มีผู้ใช้ไม่น้อยที่สนใจ แต่ไม่รู้ว่ามันเปิด ปิด หรือปรับแต่งการใช้งานได้อย่างไร ? ซึ่งนายเกาเหลาว่า ถ้าผู้ใช้ได้สัมผัส และใช้งานสไลด์บาร์ อย่างจริงจังจะต้องชอบมันอย่างแน่นอน เพราะมันทำให้วิสต้ามีลูกเล่นการใช้งานที่ตอบสนองความพอใจของผู้ใช้มากมายทีเดียว

ปกติ Windows Sidebar สามารถเปิดการทำงานได้โดยคลิ้กปุ่ม Start, All Programs ตามด้วย Accessories ซึ่งภายในสไลด์บาร์ที่ปรากฏทางด้านขวาของเดสก์ทอปจะสามารถติดตั้งโปรแกรมยูทิลิตีขนาดเล็กที่เรียกว่า Gadget ได้มากมาย โดยเพื่อนๆ สามารถเพิ่ม Gadget เข้าไปในสไลด์บาร์ได้ด้วยการคลิ้กขวาบนพื้นที่ของสไลด์บาร์แล้วเลือกคำสั่ง Add Gadgets นอกจากนี้ยังมี Gadgets ไว้คอยบริการผู้ใช้มากมายที่ Windows Live Gallery อีกด้วย โดยคลิ้ก Get More Gadgets Online ซึ่งขณะเขียนบทความอยู่นี้ นายเกาเหลาได้เข้าไปเยี่ยมชมไซต์ดังกล่าว ปรากฏว่า มันมี Gadgets ให้ดาวน์โหลดไปใช้งานฟรีๆ ถึง 1,355 ตัวเข้าไปแล้ว โดยเพื่อนๆ สามารถใช้ Gadgets เหล่านี้ได้ด้วยการคลิ้กปุ่ม Download เพื่อติดตั้งเข้าไปในสไลด์บาร์ครับ สำหรับ Gadgets ที่นายเกาเหลาใช้อยู่ก็จะมี ข่าวเด็ดเจ็ดสี และ RSS Feed Reader ครับ อะแฮ่มลืมบอกวิธีปิด Sidebar ง่ายนิดเดียวครับ แค่กดคลิ้กขวา แล้วเลือกคำสั่ง Close Sidebar เพียงแค่นี้ เพื่อนๆ ก็จะได้พื้นที่เดสก์ทอปกลับคืนมาแว้ว...
ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

รวมปัญหาที่เกิดจาก Mouse & Keyboard

Mouse
ปัญหา : เมาส์ไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว
สาเหตุ : สายเมาส์เสียบไม่แน่นหนาในช่องเสียบที่ถูกต้อง ซึ่งอยู่ด้านหลังของคอมพิวเตอร์
การแก้ปัญหา : ตรวจสอบและเสียบสายเมาส์ให้แน่น

ปัญหา : เมาส์ไม่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว
สาเหตุ : ไม่ได้ติดตั้งไดรเวอร์ของเมาส์ หรือ ติดตั้งไดรเวอร์ที่ไม่ถูกต้อง
การแก้ปัญหา : ตรวจดูให้แน่ใจว่าได้ติดตั้งไดรเวอร์ของเมาส์ที่ถูกต้อง จากเดสก์ทอปของวินโดวส์ให้คลิกที่ปุ่ม Start จากนั้น ชี้ไปที่ Settings แล้วคลิกที่ Control Panel เมื่อเห็นหน้าต่าง Control Panel ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ไอคอน Mouse แล้วคลิกที่แท็บ General

ปัญหาเกี่ยวกับ Keyboard
โดยปกติแล้วคีย์บอร์ดจะเป็นอุปกรณ์ที่ไม่ค่อยมีปัญหา เวลาใช้งานมากนัก แต่ถ้าใช้งานไปเป็นเวลานานก็อาจจะเกิดเป็นปัญหาขึ้นได้เหมือนกัน เช่น
ปุ่มคีย์บอร์ดแข็ง กดแป้นพิมพ์ไม่ค่อยได้ บางทีกดปุ่มใช้งานคีย์บอร์ดไม่ได้เลยทั้งที่ซื้อมาใหม่ปัญหาเหล่านี้ บางคนก็แก้ด้วยวิธีการซื้อมาเปลี่ยนใหม่เพราะราคาถูก ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ง่ายนิดเดียว ซึ่งมักเกิดกับคีย์บอร์ดมีดังนี้

-คีย์บอรด์แข็ง บางปุ่มกดไม่ลง
คีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องทำงานด้วยมากที่สุดพอ กับใช้เม้าส์ โดยเมื่อใช้ไปนาน ๆ เข้าก็จะมีฝุ่นผงคราบสกปรกเข้าไปเกาะติดอยู่
พอสะสมมากเข้าจะเป็นเหตุให้ปุ่มบนคีย์บอร์ดแข็ง กดไม่ค่อยลงเกิดปัญหาเวลาใช้งานคีย์บอร์ด เช่น พิมพ์งานเอกสารหรือโปรแกรมสเปรดชีตต่าง ๆ
สำหรับวิธีแก้ไขคือ ให้ใช้แปรงปัดฝุ่นและคราบสกปรกตามซอกปุ่มต่าง ๆ บนตัวคีย์บอร์ด แต่ถ้าปุ่มแข็งมากให้ใช้วิธีถอดปุ่มมาทำความสะอาด ดังนี้
1. ให้ใช้แปรงขนอ่อนขนาด 1 นิ้ว มาปัดฝุ่นตามซอกปุ่ม จนเห็นว่าสะอาดดีแล้ว ให้ลองกดปุ่มดุด้วยว่ากดได้งายขึ้นหรือไม่
2. หากยังไม่หาย มีปุ่มกดบางปุ่มยังแข็งอยู่กดปุ่มไม่ค่อยได้ ก็ให้ใช้ไขควงปากแบนค่อย ๆ งัดปุ่มออกมาทีละปุ่ม เพื่อให้มีพื้นที่ว่างมากขึ้นและใช้แปรงขนอ่อนปัดฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่ตามซอกต่าง ๆ จนหมด หลังจากนั้นให้ใส่ปุ่มกลับเข้าที่เดิม ( แกะและทำความสะอาดทีละปุ่มจะได้ไม่งงเวลาที่ใส่กลับที่เดิม )

-เครื่องแจ้งว่า " KEYBOARD ERROR NO KEYBOARD PRESENT "
เมื่อเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์มาทำงาน บางครั้งจะพบกับข้อความหน้าจอไบออสแจ้งว่า " KEYBOARD ERROR NO KEYBOARD PRESENT "หมายถึง ตรวจไม่พบคีย์บอร์ดที่ติดตั้งอยู่ สาเหตุอาจเป็นเพราะคีย์บอร์ดและเม้าส์ มีลักษณะเป็นขั้วต่อแบบ PS/2 เหมือนกัน ดังนั้นจึงอาจเสียบผิดก็ได้
การแก้ไขให้ตรวจสอบการเสียบบอร์ดที่ท้ายเคสว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขั้วต่อคีย์บอร์ดจะมีสีม่วง ส่วนขั้วต่อของเม้าส์จะมีสีเขียว ให้ถอดออกมาเสียบให้ถูกต้องหากยังมีข้อความดังกล่าวปรากฏอยู่อีกแสดงว่าคีย์บอร์ด ์เสีย ให้หาซื้อมาเปลี่ยนใหม่ในราคาตัวละ 150-300 บาท

-เครื่องแจ้งว่า " KEYBOARD CONTROLLER FAILURE "
อาการดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากคีย์บอร์ดเสีย ให้ลองหาคีย์บอร์ดอื่นมาลองติดตั้งใช้งานแทน หากพบว่าคีย์บอร์ดเสียจริงให้หาซื้อมาเปลี่ยนใหม่ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งมักเกิดจากชิปคอนโทรลคีย์บอร์ดที่อยู่บนเมนบอร์ดเสีย หรือลายวงจรควบคุมคีย์บอร์ดแตกหรือหลุดเนื่องจากการถอดเข้า-ออกขั้วต่อคีย์บอร์ดบ่อยเกินไปเมื่อคีย์บอร์ดใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้หลายคนจำเป็นต้องให้ช่างหาซื้อเมนบอร์ดมาเปลี่ยนใหม่ เนื่องจากการซ่อมเมนบอร์ดค่อนข้างยากจะร้านรับซ่อมไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเป็นร้านที่มีความชำนาญในการรับซ่อมเมนบอร์ดโด ยเฉพาะก็อาจจะซ่อมได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Mouse
-เลื่อนเมาส์ไม่ค่อยได้
ปัญหายอดฮิตของการใช้เมาส์ แต่เนื่องจากเมาส์มีราคาถูกเพียงตัวละ 80-200 บาทเท่านั้น ผู้ใช้ส่วนใหญ่จึงไม่ใส่ใจต่อปัญหานี้และคิดในใจว่าเป็นเพราะเมาส์ราคาถูกจึงเสียง่าย ความจริงแล้วเมาส์ไม่ได้เสียง่ายขนาดนั้นแต่เป็นเพราะเมาส์มีส่วนที่ต้องเคลื่อนไหวมาก โดยการเลื่อนลูกบอลยางไปกับพื้นหรือแผ่นรองเมาส์ จึงมักดูดเอาฝุ่นผงสกปรกต่าง ๆ เข้ากับติดอยู่กับแกนหมุน ทำให้แกนหมุนไม่ทำงานจึงไม่สามารถที่จะตรวจจับตำแหน่งที่เมาส์เคลื่อนที่ไปได้
สำหรับวิธีการแก้ไขก็คือ ให้ถอดเมาส์ออกมาทำความสะอาดเอาฝุ่นผงออกไปจากลูกบอล ยางและแกนหมุนเท่านั้นเมาส์ก็จะใช้ได้ต่อไป
โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. เปิดฝาครอบลูกบอลออก โดยหมุนบิดไปตามทิศทางของลูกศรที่แสดงบนฝาครอบ ใช้นำยาสเปรย์ฉีดทำความสะอาดลูกบอลและเช็ดให้แห้ง
2. ใช้นำยาสเปรย์ฉีดล้อหมุนแกนหมุนแนวตั้งและแกนหมุนแนว นอน และใช้ไม้สำลีเช็ดจนไม่มีฝุ่นผงติดอยู่ที่แกนหมุนทั้งสาม
3. เมื่อเห็นว่าแกนหมุนทั้งหมดสะอาดดีแล้ว ให้ใส่ลูกบอลพร้อมปิดฝาครอบกลับเข้าที่เดิม ซึ่งเมาส์ก็จะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม

- คลิกเมาส์ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง
ภายในเมาส์จะมีสวิทช์ชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กซึ่งเรียกว่า ไมโครสวิทช์สำหรับรับคำสั่งจากการคลิกเมาส์ เมื่อใช้เมาส์ไปนาน ๆ ก็จะมีเศษฝุ่นเข้าไปเกาะติดหน้าสัมผัสของวงจรภายในไมโครสวิทช์ ทำให้เกิดอาการคลิกเมาส์ไม่ค่อยได้จึงมีวิธีการแก้ไข ดังนี้คือ
1. หงายท้องเมาส์ พร้อมกับใช้ไขควงคลายน็อตที่ยึดเมาส์ออกให้หมด
2. เปิดฝาครอบตัวเมาส์ออกมาแล้วจึงใช้นำยาสเปรย์ฉีดพ่นทำความสะอาดไมโครสวิทช์หลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้นำยาสเปรย์ ได้แทรกเข้าไปละลายสิ่งสกปรกบนหน้าสัมผัสภายในสวิทช์ จนกว่าจะกดสวิทช์ได้อย่างสะดวก ซึ่งคงทำให้อาการดังกล่าวหายได้

ขอบคุณทิปจาก teabmongkon49

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แอลซีดี ทีวี รุ่นใหม่ดีกว่าอย่างไร

เพื่อนของนายเกาเหลาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทีวีมากๆ เพราะนั่นคือ การพักผ่อนที่วิเศษสุดสำหรับเขา ดังนั้น การลงทุนกับทีวีจึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยอั้น...ป๋าซะเหลือเกิน... สองวันก่อนเพื่อนคนนี้โทรมาปรึกษาทำนองที่ว่า กำลังสนใจที่จะเลือกซื้อจอแอลซีดีทีวีที่ความละเอียดสูง หรือ High-Definition แต่ก็ได้ยินมาว่าแอลซีดีทีวีรุ่นใหม่ที่ออกมา จะมีอัตราการรีเฟรชที่เร็วขึ้น และใช้เทคโนโลยี LED เพื่อนคนนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมได้มากแค่ไหน ?

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า บางครั้งจอแอลซีดีก็จะมีปัญหาเรื่องของการแสดงภาพยนตร์ หรือวิดีโอที่มีแอ็กชันเร็วๆ หรือกีฬาที่ใช้ความเร็ว เนื่องจากการแสดงภาพที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจะทำให้เกิดอาการของภาพเปื้อนเลือนเละ ซึ่งดูเหมือนว่า อัตราการรีเฟรชที่สูงขึ้นจะช่วยขจัดปัญหานี้ไปได้

สำหรับอัตราการรีเฟรช (Refresh rate) อาจจะอธิบายอย่างหยาบๆ ได้ว่า เป็นตัวเลขที่บอกถึงจำนวนครั้งต่อวินาที (Hertz) ในการยิงภาพขึ้นบนหน้าจอ ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ที่ 60 Hertz แต่อัตราการรีเฟรชของจอแอลซีดีรุ่นใหม่จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 100 ถึง 120 Hertz แน่นอนว่า ภาพแอ็กชันเร็วๆ จะได้รับการตอบสนองที่ดีขึ้น อาการภาพเลอะเวลาที่แสดงภาพที่เร็วๆ น่าจะเบาบางไป หรือสังเกตไม่ทัน

ส่วนเทคโนโลยี LED (Light Emitting Diode) ที่เพิ่มเข้ามานั้นจะช่วยเพิ่มอัตราคอนทราสต์ (Contrast ratio: ความแตกต่างระหว่างความสว่างและความมืด) ตัวอย่างเช่น จอ LED LCD อาจจะมีอัตราคอนทราสต์อยู่ที่ 100,000:1 ในขณะที่จอแอลซีดีทั่วไปอาจจะมีอัตราคอนทราสต์อยู่ที่ 15,000:1 ซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันก็คือ คุณจะได้เห็นภาพของสีดำที่ดำกว่าปกติ และสีขาวที่ขาวมากขึ้นนั่นเอง... แต่ก็แน่นอนว่า จอพวกนี้จะมีราคาสูงกว่า จอแอลซีดีที่วางตลาดอยู่ในปัจจุบันครับ

ทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

Firefox : ติดตั้งไม่ได้...เพราะไฟล์เสีย

ทิปนี้สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งหันมาใช้ Firefox หรือแม้แต่มือเก๋าก็อาจจะเคยประสบปัญหานี้กันมาบ้างแล้ว เรื่องของเรื่องก็คือ ผู้ใช้บางคนพบว่า หลังจากดาวน์โหลดโปรแกรมติดตั้ง Firefox จาก Mozilla มาเรียบร้อยแล้ว ขณะติดตั้งโปรแกรม ระบบกลับแจ้งข้อความผิดพลาดขึ้นมา โดยระบุว่า ไฟล์เสีย!!! (file is corrupt) หลายคนแก้ปัญหาด้วยการดาวน์โหลดไฟล์มาใหม่ แล้วลองติดตั้งอีกครั้ง แต่ก็ยังต้องพบกับปัญหาเดิมอีก

ก่อนอื่นนายเกาเหลาคงต้องบอกว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาข้างต้นนี้มีโอกาสได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผลมาจากการที่มีไฟล์ชั่วคราวในโฟลเดอร์ Temporary Internet Files มากเกินไป ซึ่งไม่ต้องแปลกใจสำหรับมือใหม่ที่มักจะบ่นว่า IE ทำงานช้ามาก ดังนั้น ขั้นแรกของการแก้ปัญหาลักษณะนี้ก็คือ อยากให้ลองลบไฟล์ชั่วคราวเหล่านี้ออกไปก่อน โดยใน IE คลิ้กเมนู Tools เลือกคำสั่ง Internet Options คลิ้กปุ่ม Delete ในเซกชัน Browsing history จากนั้นคลิ้กปุ่ม Delete files ที่อยู่ในเซกชัน Internet Temporary Files ที่อยู่บนสุด หลังจากลบไฟล์ชั่วคราวออกหมดแล้ว คลิ้กปุ่ม Close ตามด้วยปุ่ม OK เป็นอันเรียบร้อย

นอกจากนี้ อยากให้ตรวจสอบระบบด้วยว่า มีไฟร์วอลล์แค่ตัวเดียวที่กำลังทำงานอยู่ในระบบขณะนั้น ซึ่งหากมี 2 ตัว โดยตัวหนึ่งเป็น Windows Firewall ให้ปิดการทำงานของไฟร์วอลล์ตัวนี้ลงไปก่อน เพราะมันค่อนข้างจะมีปัญหากับชาวบ้านพอสมควร

หากแก้ปัญหาด้วยสองวิธีข้างต้นแล้ว ยังไม่สามารถติดตั้ง Firefox ได้อีก นายเกาเหลาว่า ปัญหาอาจจะอยู่ที่การ์ดเน็ตเวิร์กที่ใช้ ซึ่งโอกาสน้อยมาก ทางแก้คือ ตรวจสอบที่เว็บไซต์ของผู้ผลิต ในกรณีที่ใช้ระบบเครือข่ายไร้สาย ขณะติดตั้ง Firefox ลองเปลี่ยนมาใช้การเชื่อมต่อกับโมเด็ม ADSL โดยตรงดูนะครับ และทั้งหมดคือแนวทางที่นายเกาเหลาเชื่อว่า น่าจะช่วยให้หมดปัญหาการติดตั้ง Firefox ไม่ได้แล้วนะครับ

ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Download : Windows Media Encoder ลดขนาดไฟล์วิดีโอ

ผู้ใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมีกล้องดิจิตอลวิดีโอกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะถ่ายโฮมวิดีโอไว้ดูกันแล้ว ส่วนใหญ่ยังสามารถถ่ายรูปได้คมชัดไม่แพ้กล้องถ่ายรูปดิจิตอลอีกด้วย และด้วยวัฒนธรรมวิดีโอที่เฟื่องฟูนี่เอง ทำให้ผู้ใช้หลายคนพบว่า ฮาร์ดดิสก์ของเครื่องเต็มไปด้วยไฟล์วิดีโอที่มีขนาดใหญ่ จนแทบไม่เหลือที่ไว้ใช้ทำงานอย่างอื่นแล้ว ร้อยละ 90 เป็นโฮมวิดีโอ จะลบทิ้งก็เสียดาย ครั้นจะเก็บไว้ก็ไม่มีที่ทำงานแล้ว

ทางแก้ของปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ แปลงฟอร์แมตไฟล์วิดีโอเหล่านี้ซะ หรือไม่ก็แบ็กอัพลงแผ่นดีวีดี แต่หลายคนแม้จะแบ็กอัพแล้วก็ยังรู้สึกอยากจะเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ด้วย นายเกาเหลามีคำตอบมาแนะนำกันครับ

หากเพื่อนๆ ต้องการเก็บไฟล์วิดีโอที่มีอยู่มากมายไว้บนฮาร์ดดิสก์ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการประหยัดพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ไปด้วย นายเกาเหลาแนะนำให้ดาวน์โหลดโปรแกรมแจกฟรีที่ชื่อว่า Windows Media Encoder เพื่อแปลงฟอร์แมตให้วิดีโอมีขนาดไฟล์ที่เล็กลง ซึ่งหลังจากติดตั้งเข้าไปแล้ว ให้คลิ้ก New Session บนทูลบาร์ จากนั้นคลิ้ก Convert a file โปรแกรมจะมีตัววิเศษ (Wizard) ให้คลิ้กตามขั้นตอน โดยที่ดีฟอลต์โปรแกรมเราจะเห็นเฉพาะฟอร์แมตที่แน่นอนเท่านั้น แต่ถ้าหากต้องเห็นวิดีโอทุกฟอร์แมต ให้คลิ้กเลือก All files ในช่อง Files of type

การแปลงฟอร์แมตไฟล์วิดีโอถือว่าเป็นงานที่หนักมากสำหรับโพรเซสเซอร์ ดังนั้น คงต้องให้เวลาในการทำงานกับโปรแกรมมากสักหน่อย ซึ่งในขั้นตอนการกำหนดค่าการทำงานให้กับโปรแกรม พึงระลึกว่า ยิ่งต้องการให้คุณภาพของวิดีโอที่ได้สูงมากเท่าไร ขนาดของไฟล์หลังจาก encode ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพื่อนๆ อาจจะต้องเลือกคุณภาพที่ต่ำลงมาในระดับที่รับได้ เพื่อแลกกับพื้นที่ในฮาร์ดดิสก์ที่จะได้คืนกลับมานั่นเอง แต่ถ้าทำใจกับการแลกพื้นที่กลับมาด้วยคุณภาพไฟล์วิดีโอที่ลดลงไม่ได้ แนะนำให้ซื้อฮาร์ดดิสก์แบบภายนอกไว้ใช้เก็บไฟล์วิดีโอโดยเฉพาะเลยจะดีกว่า เนื่องจากปัจจุบันมันมีราคาถูกลงมา ในขณะที่มีความจุสูงสูงขึ้น อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณแล้วละครับ

สนใจดาวน์โหลด Windows Media Encoder ได้ที่ http://www.microsoft.com/windows/windowsmedia/forpros/encoder/default.mspx

ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Network : มือใหม่ไม่เข้าใจอุปกรณ์เครือข่าย

หลายวันก่อนได้พบกับผู้อ่านคนหนึ่ง เพิ่งซื้อโน้ตบุ๊กไว้ใช้เอง ในขณะที่บ้านมีเดสก์ทอปของน้องๆ อีก 2 เครื่อง ประเด็นที่ผู้ใช้มือใหม่คนนี้มาปรึกษากับนายเกาเหลาก็คือ เขาสนใจที่จะเชื่อมต่อเครือข่ายกับคอมพิวเตอร์ของน้องๆ แต่ไม่ทราบว่า เขาต้องใช้อุปกรณ์อะไรในการเชื่อมต่อเครือข่าย แถมยังถามอีกด้วยว่า เจ้าฮับกับเราเตอร์ที่ได้ยินจากผู้ค้าบอกกับเขา มันต่างกันอย่างไร ? เพราะเขางงไปหมดแล้ว อยากให้นายเกาเหลาช่วยอธิบายให้ฟังสักเล็กน้อย...เห็นว่า คำถามเหล่านี้คงไม่ได้เกิดขึ้นกับมือใหม่ผู้นี้คนเดียวเป็นแน่ เลยถือโอกาสนำมาเล่าสู่กันฟังผ่านคอลัมน์ยอดฮิตในคอมพิวเตอร์.ทูเดย์ฉบับนี้เลยก็แล้วกันนะครับ

ฮับ (Hub) เป็นอุปกรณ์ที่ถือว่าพื้นฐานมากๆ สำหรับการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการทำงานของมันมีหลักง่ายๆ อยู่ว่า เมื่อคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ฮับจะทำการส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการทำงานสักเท่าไร เนื่องจากในกรณีที่เกิดมีคอมพิวเตอร์หลายตัวบนเครือข่ายต้องการส่งข้อมูลไปหาเครื่องเป้าหมายพร้อมๆ กัน เครือข่ายก็จะไม่ว่าง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทำงานช้าลงนั่นเอง

คำตอบที่ดีกว่าฮับก็คือ สวิตช์ (Switch) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เช่นเดียวกัน โดยการทำงานของมันจะเหมือนกับฮับ แต่มันจะใช้วิธีส่งข้อมูลไปยังเครื่องเป้าหมาย แทนการส่งออกไปยังทุกเครื่อง

ส่วนเราเตอร์ (Router) จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย ในกรณีของผู้ใช้ท่านนี้ เราเตอร์จะสามารถทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องภายในบ้านของเขากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง โดยทั่วไปเราเตอร์จะมีสวิตช์อยู่ภายใน ดังนั้น มันจึงสามารถส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่บนเครือข่ายในบ้าน และเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้พร้อมกัน คำตอบที่นายเกาเหลาสรุปให้กับมือใหม่คนนี้ก็คือ เลือกซื้อเป็นเราเตอร์ไปเลย เป็นคำตอบสุดท้ายครับ

ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Vista : เสกไดรฟ์ให้ล่องหน.

บังเอิญนายเกาเหลาได้ไปพบทิปที่น่าสนใจก็เลยหยิบนำมาฝาก ซึ่งไอเดียของทิปนี้ก็คือ การซ่อนไดรฟ์ที่ใช้งานอยู่ไม่ให้แสดงผลในหน้าต่าง My Computer ของ Vista เนื่องจากบางครั้งเราก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่า เรามีไดรฟ์ที่ใช้งานได้อยู่อีกไดรฟ์หนึ่ง อย่างไรก็ดี การซ่อนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อการทำงานของไดรฟ์แต่อย่างใด ซึ่งนั่นหมายความว่า เรายังคงสามารถเข้าถึงไดรฟ์นี้ได้ ด้วยการพิมพ์พาธ (path) ที่ถูกต้อง ในที่นี้จะยกตัวอย่างการซ่อนไม่ให้วิสต้าแสดงไอคอนของฟลอปปี้ไดรฟ์ A:
ขั้นแรกเราต้องเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการซ่อนไดรฟ์ของเราก่อน โดยเปิดโปรแกรม Registry Editor (ในช่อง Run พิมพ์คำสั่ง regedit.exe) จากนั้นในกรอบด้านซ้ายมือของหน้าต่างโปรแกรมคลิ้กเข้าไปที่

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer

ถ้าชั้นในสุดไม่พบคีย์ Explorer ให้คลิ้กขวาบนรายการ Policies เลือกคำสั่ง New Key แล้วตั้งชื่อ Explorer

เสร็จแล้วในกรอบทางด้านขวามือให้คลิ้กขวาเลือกคำสั่ง New ตามด้วย 32-bit DWORD พร้อมทั้งตั้งชื่อว่า NoDrives ค่าที่สร้างขึ้นนี้จะเป็นตัวเลข 32 บิต โดยบิตต่างๆ จะถูกจัดเรียงลำดับย้อนศรการเรียงตัวอักษร A ถึง Z ดังนี้

ในกรณีนี้เราต้องการซ่อนไดรฟ์ A: ค่าที่ได้จึงเป็น 1 ในเลขฐานสิบ (Decimal) หากต้องการซ่อนไดรฟ์ D: ค่าที่ได้ก็จะเป็น 1000 ในเลขฐานสองหรือ 8 ในเลขฐานสิบนั่นเอง เราสามารถซ่อนได้มากกว่าหนึ่งไดรฟ์พร้อมกัน เช่น ถ้าต้องการซ่อนทั้งไดรฟ์ A: และ D: ค่าของ NoDrives ก็คือ 1001 หรือ 9 นั่นเอง ไม่ยากนะครับ

กลับมาที่ตัวอย่าง ซึ่งเราต้องการซ่อนไดรฟ์ A เพียงไดรฟ์เดียว ดังนั้น ค่าที่กำหนดให้กับ NoDrives จึงเป็น 1 คลิ้กปุ่ม OK แล้วปิดโปรแกรม

ขั้นตอนต่อมาก็คือ การรีสตาร์ตโปรแกรม explorer.exe ซึ่งสามารถทำได้ใน Task Manager หรือจะใช้วิธีล็อกออฟ แล้วล็อกอินกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยหลังจากรีสตาร์ตเสร็จแล้วคุณจะพบว่า ไอคอนไดรฟ์ A: ใน My Computer ได้ล่องหนไปเรียบร้อยแล้ว


สำหรับการแก้ไขกลับคืนก็สามารถทำได้โดยเข้าไปลบคีย์ NoDrives ออกไป แล้วรีสตาร์ต explorer.exe ทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม...อ้อ ผู้รู้บอกว่า ทิปนี้เวิร์กใน XP ด้วยเหมือนกันครับ

ขอบคุณทิปจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

Firefox : อีกหนึ่งเคล็ดลับของการเร่งสปีด

เอาใจสาวกบราวเซอร์จิ้งจอกอัคคีสักหน่อยนะครับ ช่วงที่ผ่านมา มีการนำเสนอเทคนิคมากมายที่ช่วยเร่งความเร็วให้กับบราวเซอร์ Firefox ซึ่งเท่าที่ได้ลองใช้ดูก็ค่อนข้างได้ผลจริงๆ แต่เชื่อไหมครับว่า ล่าสุดยังมีเคล็ดลับของการเร่งความเร็วให้กับบราวเซอร์ตัวเก่งนี้อีกหนึ่งวิธีที่ต้องบอกว่า ทั้งง่าย และได้ผลดีเสียด้วยสิครับ

ขั้นตอนของการปรับแต่งก็ยังคงต้องเข้าไปที่หน้าคอนฟิกที่ซ่อนไว้เหมือนเดิม โดยเปิดโปรแกรมบราวเซอร์ Firefox จากนั้นในช่องป้อนแอดเดรสของเว็บไซต์ให้พิมพ์คำสั่ง about:config แล้วกดปุ่ม Enter รายการของข้อกำหนดการทำงานต่างๆ ของโปรแกรมจะปรากฏขึ้นมา ให้คลิ้กเลื่อนลงมาจนกระทั่งพบหัวข้อ network. prefetch-next หรือพิมพ์ในช่อง Filter ซึ่งเร็วกว่าใช้สายตาควานหาแน่นอน ยกเว้นคุณจะพิมพ์ผิด

แต่เอาละครับ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เมื่อพบรายการของข้อกำหนดนี้แล้ว สังเกตที่คอลัมน์ Value จะพบว่า มันได้รับการกำหนดให้มีค่าบูลีนเป็น true ให้ดับเบิลคลิ้กบนรายการ เพื่อสลับค่าเป็น false ปิดบราวเซอร์ แล้วเปิดให้ขึ้นทำงานใหม่

อีกครั้งทดลองพิมพ์ URL ของเว็บไซต์โปรดแล้วกด Enter เพื่อนๆ จะสังเกตเห็นความเร็วของการเปิดหน้าเว็บที่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างชัดเจน นายเกาเหลาลองแล้ว...ชอบจริงๆ เทคนิคง่ายๆ และได้ผลอย่างนี้

ทิปจาก : www.arip.co.th

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

Download: แต่งร้อยภาพในคลิ้กเดียว

สำหรับคุณผู้อ่านที่มักจะต้องอัพโหลดไฟล์ภาพเป็นจำนวนมากเข้าไปในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่เป็นสมาชิก ตลอดจนอุปกรณ์พกพาต่างๆ คงจะทราบกันดีว่า ขั้นตอนที่เสียเวลาที่สุดก็คือ การปรับแต่งแปลงไฟล์ให้เหมาะกับเว็บไซต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งก็คงจะดีแน่ หากเราสามารถทำงานเหล่านี้ได้ภายในคลิ้กเดียว

Image Tuner เป็นซอฟต์แวร์แจกฟรีที่สามารถปรับขนาด แปลงไฟล์ ใส่ลายน้ำ และเปลี่ยนชื่อไฟล์ภาพทั้งหมดได้ในคราวเดียว (batch) โดยสามารถแปลงไฟล์ภาพให้อยู่ในฟอร์แมตต่างๆ ได้มากกว่า 20 ฟอร์แมตด้วยกัน เช่น JPEG, BMP, PNG, TIFF หรือ GIF เป็นต้น ขณะเดียวกันมันยังรองรับฟอร์แมตไฟล์ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอลได้หลากหลายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น CRW, CR2, RAW, NEF, DCR, X3Fและ ORF สำหรับคุณผู้อ่านที่ต้องเตรียมไฟล์ภาพดิจิตอล เพื่ออัพโหลดเข้าไปใน iPhone, iPod, Facebook, Twitter และ DVD ไม่ควรพลาด!!! ที่สำคัญขนาดโปรแกรมยังเล็กมากอีกด้วยแค่ 2MB เท่านั้น


ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.arip.co.th

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

ช่วยด้วย!!! เดสก์ทอปเหลือแค่วอลล์เปเปอร์

อีเมล์ฉบับหนึ่งส่งมาถึงนายเกาเหลาด้วยอาการตระหนกตกใจประมาณว่า เขาน่าจะโดนแฮกไฟล์ explorer.exe ซึ่งปกติไฟล์ explorer.exe จะทำหน้าที่ดูแล แสดงผล และจัดการสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนเดสก์ทอป ไม่ว่าจะเป็นไอคอนทั้งหมดตลอดจนเมนู Start เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านคนนี้ก็คือ เดสก์ทอปว่างเปล่า หามีสิ่งใดปรากฏขึ้นมาให้เห็นใม่ ? ก่อนอื่นเลย อย่าเพิ่งตกใจจนเกินเหตุ บางรายพอเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็พาลคิดไปว่า ข้อมูลทั้งหมดได้อันตรธานหายไปแล้ว ข้อเท็จจริงก็คือ เราสามารถเรียกคืนไฟล์ explorer.exe ให้กับมาทำงานได้เหมือนเดิมได้ โดยที่ข้อมูลก็ไม่ได้หายไปไหน ว่าแล้วไปดูกันเลยครับ

1. ก่อนอื่น ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า อาการดังกล่าวเกิดจากไฟล์ explorer.exe เสีย ซึ่งสามารถสรุปได้ หากเพื่อนๆ ยังคงล็อกออนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ แม้เมื่อเข้าไปแล้วจะไม่พบเห็นอะไรเลยนอกจากวอลล์เปเปอร์ที่ว่างเปล่าก็ตาม

2. กดปุ่ม Windows + R เพื่อเปิดไดอะล็อกบ็อกซ์ Run

3. พิมพ์คำสั่ง %SystemRoot%System32estorestui.exe แล้วคลิ้กปุ่ม OK

4. รอสักครู่ หน้าต่างโปรแกรม System Restore จะปรากฏขึ้นมา

5. เลือกออปชัน “Restore this computer to an earlier point in time” แล้วคลิ้กปุ่ม Next

6. คราวนี้เลือก Restore Point (วันเวลาที่ต้องการเรียกคืนสภาพของระบบการทำงานก่อนหน้านั้น) ก่อนที่ explorer.exe จะมีปัญหา การเรียกคืนระบบจะไม่ยุ่งกับไฟล์เอกสารแต่อย่างใด ไม่ต้องกลัวว่า ถ้าย้อนเวลาไปแล้ว ไฟล์เอกสารจะหาย

7. เลือกวันที่ต้องการเรียกคืนระบบ แล้วคลิ้กปุ่ม Next

เมื่อผ่านขั้นตอนการ Restore แล้ว คอมพิวเตอร์จะรีบูต และโหลดแบ็กอัพก่อนหน้านั้น (ก่อนหน้าที่ explorer.exe จะเสีย) ซึ่งทุกอย่างบนเดสก์ทอปน่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาจะยากกว่านี้ ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนปิดการทำงานของ Restore นะครับ

ขอบคุณบทความจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

Vista : ยกเลิก Windows Key

สำหรับผู้ใช้ที่เปิดเครื่องที่ให้บริการเน็ตคาเฟ่ อาจจะสนใจทิปนี้นะครับ เพราะปัจจุบันผู้ใช้เดี๋ยวนี้รอบรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้คลิ้ก ก็รู้จักใช้คีย์ลัดต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ปุ่ม Windows ร่วมกับปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ด เพื่อเปิดโน่นเปิดนี่ไปเรื่อย เช่น Windows+E เปิด Explorer และ Windows + Break เปิดไดอะล็อกบ็อกซ์ System Properties เป็นต้น เรียกได้ว่า พวกเขาสามารถรื้อค้นทุกอย่างในเครื่องได้ โดยไม่ง้อไอคอน คอนเท็กซ์เมนู (คลิ้กขวาบนเดสก์ทอป) แต่อย่างใด ขอแค่ปุ่มบนคีย์บอร์ดไม่มีปัญหาก็พอ ทิปต่อไปนี้จะช่วยสกัดพวกมือซนจากการใช้ปุ่ม Windows Key โดยเราจะยกเลิกการทำงานของปุ่มนี้ซะเลย

พระเอกของเรายังคงเป็น Registry Editor เช่นเคย โดยเราจะเข้าไปแก้ไขให้ระบบปฏิบัติการเข้าใจว่า ไม่มีปุ่ม WinKey นั่นเอง ขั้นแรกเปิดโปรแกรมด้วยการพิมพ์คำสั่ง regedit.exe ในไดอะล็อกบ็อกซ์ Run (หรือพิมพ์เข้าไปในช่อง Search แล้วกดปุ่ม Enter) เมื่อหน้าต่างโปรแกรมเปิดขึ้นมา ในกรอบทางด้านซ้ายมือ ให้คลิ้กเข้าไปที่

HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\ CurrentVersion\Policies\Explorer

เมื่อเข้าไปถึงชั้นของรายการ Explorer แล้ว ให้คลิ้กบนที่ว่างในกรอบทางขวามือของหน้าต่างโปรแกรม เลือกคำสั่ง New ตามด้วย 32-bit DWORD value ตั้งชื่อเป็น NoWinKeys พร้อมทั้งกำหนดค่าให้เป็น 1

ให้คลิ้กปุ่ม OK แล้วปิดโปรแกรม Registry Editor จากนั้นรีสตาร์ต Explorer อีกครั้ง ด้วยการล็อกออฟออกจากระบบ แล้วล็อกออนเข้ามาใหม่ คราวนี้ ลองกดปุ่ม WinKey ร่วมกับคีย์ลัดต่างๆ เช่น WinKey + E คุณก็จะพบว่า มันไม่เปิดหน้าต่าง Explorer ให้กับคุณอีกต่อไปแล้ว

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

การลบข้อมูลออกจาก Document ที่อยู่ใน เมนู Start ทำอย่างไร

รายชื่อไฟล์ที่่อยู่ใน Document เป็นรายชื่อที่่ท่านไฟล์,โปรแกรม หรืองานต่างๆที่ท่านได้ทำผ่านไปแล้ว ระบบก็จะทำการบันทึกเอาไว้ที่ Document ตรงเมนู Start ซึ่งจะทำการเก็บทุกรายละเอียดทุกอย่างที่ท่านได้เข้าไปทำงานเอาไว้เลยล่ะ จึงเป็นผลให้คนอื่นสามารถเช็คเครื่องของท่านได้ว่าท่านไ้ด้ทำอะไรไปบ้าง ซึ่งการเรียกดูทำได้โดยคลิกที่ Start > เลือก Document เท่านี้รายการต่างๆก็จะขึ้นมาแสดงให้ท่านเห็นกันเพียบเลยล่ะครับ เรามาว่ากันเรื่้องลบ Document กันเลยดีกว่าครับ

สำหรับ Win98
1. ให้คลิกที่ปุ่ม Start เลือกที่หัวข้อ Setting แล้วคลิกที่ Taskbar and Start menu
2. เมื่อขึ้นหน้าต่างของ Task bar and Start menu Properties ให้ท่านคลิกที่แท็บ Advance
3. จากนั้นคลิกที่ ปุ่ม Clear เท่านี้ก็เป็นการลบเรียบร้อยครับ

สำหรับ Win XP
1. ให้คลิกขวาตรงพื้นที่ว่างของ Taskbar แล้วเลือก Properties
2. คลิกที่แท็บ Start menu จากนั้นคลิกที่ปุ่ม Customize
3. ในกรณีที่เป็นแบบ Classic Start Menu ให้คลิกที่ปุ่ม Clear ได้เลย

ในกรณีที่ท่านใ้ช้เมนูแบบ Start Menu เมื่อท่านคลิกที่Customizeแล้วจะปรากฎหน้าต่างCustomize Start menu ให้ท่านคลิกที่แท็บ Advance จากนั้นให้คลิกที่ปุ่ม Clear List ซึ่งอยู่ด้านล่างสุด แล้วคลิกที่ OK ก็เป็นการลบข้อมูลเรียบร้อยครับ และถ้าท่านไม่ต้องการให้มีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ใน Document ให้ท่านคลิกยกเลิกเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ List my most recently opened document เท่านี้ก็ข้อมูลของท่านก็ไม่ถูกบันทึกแล้วล่ะครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Windows XP : ชอร์ตคัตสำหรับรีสตาร์ต

ชอร์ตคัต ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับมือใหม่อีกหลายๆ คน เพราะบางทีการที่จะให้มานั่งจำว่า ต้องกดหลายๆ ปุ่มพร้อมกัน หรือมีขั้นตอนการคลิ้กเกินกว่า 3 ครั้ง แถมแต่ละครั้งมีไดอะล็อกบ็อกซ์พร้อมปุ่มต่างๆ ให้ต้องตัดสินใจอีก ถ้าคลิ้กผิดก็อาจสร้างความเสียหายตามมาอีก สารพัดความกลัวที่มือใหม่มีต่อการใช้งาน ซึ่งความจริงมันไม่ได้ยากเลย แต่เมื่อเป็นความต้องการของเพื่อนๆ แล้ว นายเกาเหลาจะปฏิเสธได้อย่างไร จริงมั้ยครับ ?

ก่อนหน้านี้ นายเกาเหลาเคยแนะนำวิธีสร้างชอร์ตคัตสำหรับชัตดาวน์ระบบมาแล้ว แต่ก็ไม่วาย ล่าสุดมีผู้อ่านอยากได้ชอร์ตคัตไว้สำหรับรีสตาร์ตระบบ ว่าแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า ขั้นแรกคลิ้กขวาบนเดสก์ทอป เลือกคำสั่ง New, Shortcut จากนั้นในช่อง Type the location of the item ให้พิมพ์คำสั่งข้างล่างนี้เข้าไปครับ

%windir%\System32\shutdown.exe –r

คลิ้กปุ่ม Next ตั้งชื่อชอร์ตคัตว่า Restart ในช่อง Type a name for this shortcut แล้วคลิ้กปุ่ม Finish เพียงแค่นี้ คุณก็ได้ไอคอนชอร์ตคัตสำหรับรีสตาร์ตระบบแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดับเบิลคลิ้กบนชอร์ตคัตอันนี้ เพื่อนๆ จะเห็นว่า ระบบจะรีสตาร์ตตัวเอง

ข้อสังเกต: ความลับของชอร์ตคัต Restart อยู่ที่สวิตช์ของคำสั่ง shutdown.exe นั่นก็คือ –r ซึ่งในกรณีของชอร์ตคัตสำหรับชัตดาวน์นั้น สวิตช์ที่ใช้จะเป็น –s คงจะจำกันได้นะครับ

ข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

เตือน!!! ใครใช้ password แบบนี้ เปลี่ยนซะ

สวัสดีค้าบ ผมนายเกาเหลาตัวจิงเสียงจิงมารายงานตัวกับสมาชิกเว็บไซต์ arip ทุกท่าน และเช่นเคยพบนายเกาเหลาก็ต้องมีสารพันทิปเทคนิคมาฝากทุกท่านอยู่แล้ว
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และระบบใดๆ ก็ตามที่ต้องให้ผู้ใช้ป้อนรหัสผ่าน หรือ password ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่หลายคนกลับมองข้าม ยังคงใช้พาสเวิร์ดง่ายๆ เพราะไม่อยากคิด อยากจำ ให้วุ่นวาย แฮคเกอร์ และผู้ไม่หวังดีก็เลยช่วยจำรหัสง่ายๆ เหล่านี้แทนผู้ใช้ซะเลย ข้างล่างนี้เป็น 10 พาสเวิร์ดที่เสียงอันตรายมากที่สุด และใครที่ใช้พาสเวิร์ดเหล่านี้ กรุณาเปลี่ยนด่วนที่สุด เพราะระบบของคุณอาจถูกเจาะได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ...ว่าแล้วไปดูกันครับว่า มีพาสเวิร์ดอะไรบ้าง

1. password
2. 123456
3. qwerty
4. abc123
5. letmein
6. monkey
7. myspace 1
8. password 1
9. blink182
10. (ชื่อของคุณ)

นอกจากไม่ควรเลือกใช้พาสเวิร์ดง่ายเหล่านี้แล้ว ผู้ใช้ยังไม่ควรใช้พาสเวิร์ดอันเดียวกับหลายๆ ระบบ โดยเฉพาะพาสเวิร์ดที่ใช้ในเว็บโซเชียลอย่าง h5, myspace และ facebook เพราะหากถูกแฮคได้ และเป็นพาสเวิร์ดเดียวกันกับอีแบงกิ้งของคุณแล้วล่ะก็...จึ๋ย!!! อย่าให้พูดเลยครับว่า จะเกิดอะไรขึ้น...
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า ควรใช้พาสเวิร์ดผสมตัวอักษรกับตัวเลข เพราะมันจะใช้เวลาในการเจาะยาก และนานกว่าตัวอักษร หรือคำที่มีความหมาย...แม้นายเกาเหลาจะเคยพูดเรื่องนี้บ่อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะเดารหัสผ่านเข้าไปในโน้ตบุ๊กของหลานชายได้ด้วยชื่อของเขาเอง...เฮ่อ...

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เชื่อไหม? แฟลชไดรฟ์ใช้ได้นานแสนนาน

คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินมาว่า แฟลชไดรฟ์ ที่นิยมใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ในขณะนี้ สามารถเขียนข้อมูลได้นับล้านครั้ง โห...อะไรจะคุ้มขนาดนั้น ถ้าใช้ได้นานขนาดนี้จริงก็ดีน่ะสิ แต่เอาเข้าจริงๆ ผู้ใช้จะพบว่า มันมักมีอันจากไปก่อนเวลาอันควรเรื่อยเลย

คำตอบแบบฟันธงก็คือ แฟลชไดรฟ์ทั่วไปไม่สามารถใช้บันทึกข้อมูลได้ถึงล้านครั้งหรอกครับ ขนาดผู้นำอย่าง Sandisk ยังออกมาบอกเลยว่า หน่วยความจำแฟลชของเขาสามารถทนต่อรอบการเขียนข้อมูล(write cycle) ได้ประมาณ 10,000 ครั้ง ซึ่งสำหรับคำว่า write cycle ในที่นี้หมายความว่า การเขียนและลบไฟล์นั้นออกไป

อย่างไรก็ตาม มันมีความเป็นไปได้ว่า หน่วยความจำบางส่วนในแฟลชไดรฟ์เสียไปแล้ว แต่เราก็ยังสามารถใช้ส่วนที่เหลือได้เป็นปกติ เพียงแต่จะไม่สามารถเขียนข้อมูลลงบนส่วนที่เสียหายได้เท่านั้น ความรู้สึกว่า แฟลชไดรฟ์ของผู้ใช้ก็คือ มันยังปกตินั่นเอง

แฟลชไดรฟ์บางรุ่นที่ฉลาดหน่อยจะมีอัลกอริธึมที่ป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์เขียนข้อมูลซ้ำลงบนหน่วยความจำเดิมอยู่บ่อยๆ โดยเลือกให้ไปเขียนในบริเวณอื่นบ้าง ด้วยวิธีนี้ก็จะแก้ปัญหาหน่วยความจำบางส่วนเสียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกเขียนบ่อยกว่าบริเวณอื่นนั่นเอง

ด้วยความที่หน่วยความจำประเภทนี้ไม่มีกลไกการเคลื่อนไหวใดๆ โอกาสที่มันจะเสียหายจึงมีน้อย แต่แล้วทำไมเพื่อนของนายเกาเหลาคนนึงถึงได้เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ในระยะเวลาไม่กี่เดือนทุกที พอสอบถามจึงได้ความว่า เขาใช้แฟลชไดรฟ์ในการถ่ายโอนไฟล์งานข้ามแผนก ตลอดจนรับไฟล์จากเครื่องลูกค้า เรียกได้ว่า วันหนึ่งๆ แฟลชไดรฟ์ของเขาต้องเสียบเข้า เสียบออกกับคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ บ่อยมาก ซึ่งมันอาจจะเกิดปัญหากับคอนเน็คเตอร์ยูเอสบีก็ได้ ทำให้ระบบแจ้งข้อผิดพลาดว่า ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ของเขาได้ ความจริงกรณีนี้ ชิปหน่วยความจำที่อยู่ภายในอาจจะไม่ได้เสียหายเลย แต่เป็นคอนเน็คเตอร์ต่างหากที่มีปัญหา

นอกจากนี้ การถอดแฟลชไดรฟ์ออกจากเครื่องขณะที่กำลังเขียนข้อมูลเข้าไป หรือใช้แฟลชไดรฟ์กับโน้ตบุ๊กที่แบตกำลังจะหมด เหตุการ์ณทั้งสองนี้ ระบบจะแจ้งว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับแฟลชไดรฟ์ได้เหมือนกัน

สำหรับข้อผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่า แฟลชไดร์ฟของคุณเสียแล้ว วิธีแก้ง่ายๆ ก็เพียงแค่ฟอร์แมตใหม่ อาการเพี้ยนก็จะหายไปแล้วครับ ยกเว้นปัญหาเกิดจากคอนเน็คเตอร์ USB

เพื่อความมั่นใจ ควรเลือกใช้แฟลชไดรฟ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเพราะแค่ถูกอย่างเดียว เพราะข้อมูลสำคัญที่อยู่ในแฟลชไดรฟ์อาจมีมูลค่ากว่าราคาของมันหลายเท่านัก และที่สำคัญอย่าไว้ใจอุปกรณ์พวกนี้มากเกินไป ควรจะทำสำรองไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ ไว้บนสื่อบันทึกอื่นๆ ไว้ด้วย ขอให้คุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน โชคดีนะครับ

ข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

เตือน!!! แช่แข็งแบตฯโน้ตบุ๊กระวังบึ้ม

ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านที่ให้การต้อนรับบทความของนายเกาเหลานะครับ วันนี้นายเกาเหลาก็มีบทความที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย โดยเฉพาะผู้ใช้โน้ตบุ๊กไม่ควรพลาด!!!น้องสาวนายเกาเหลาถามว่า การนำแบตฯโน้ตบุ๊กที่เสื่อมคุณภาพไปแช่เย็น จะทำให้มันสามารถนำกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม หรือไม่? คำตอบคือ อย่าแม้แต่กระทั่งคิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่แบบรีชาร์จ ที่ใช้กับโน้ตบุ๊ก หรือแบตเตอรี่ปกติทั่วไป

เพราะเวลาที่แบตเตอรี่ถูกแช่แข็ง มันจะขยายตัว ซึ่งอาจทำให้ตัวถัง หรือชิ้นส่วนที่อยู่ภายในแบตฯ เสียหาย และยังอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อนำแบตเตอรี่ไปใช้แล้วมันเกิดติดไฟขึ้นมาได้ ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในแบตเตอรี่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการลุกไหม้จนทำให้ต้องมีการเรียกคืนแบตเตอรี่หลายล้านก้อนที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ บางเหตุการณ์ถึงขั้นไฟไหม้บ้านเลยทีเดียวอย่างไรก็ตาม คุณสามารถนำแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่เป็นประจำ หรือแบตเตอรี่สำรองไปเก็บไว้ในตู้เย็นได้ แต่ต้องไม่ใช่ช่องแช่แข็งนะครับ ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก็คือ การนำแบตเตอรี่ไปใส่ตู้เย็นไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม แต่มันช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

เนื่องจากความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ ดังนั้น การลดความร้อนจึงเป็นการยืดอายุของแบตฯ ไปโดยปริยาย การรักษาความเย็นให้กับแบตเตอรี่จะทำให้มันไม่เสื่อมเร็วนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Firefox : ปิด Auto-Complete ใน Address Bar

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผู้ใช้บางท่านไม่ค่อยชอบฟังก์ชัน Auto Complete ที่ช่วยแนะนำแอดเดรสที่กำลังพิมพ์ด้วย URL ก่อนหน้านี้ที่เคยเข้าไปเยี่ยมชมในช่อง Address Bar ของ Firefox บ้างก็บอกว่า รำคาญ ที่มันคอยจะโผล่ขึ้นมา เลยอยากทราบวิธีปิดการทำงาน (disable) ฟังก์ชันนี้ ขอมา นายเกาเหลาก็จัดให้ครับ

งานนี้ไม่ได้เข้าไปแก้ที่ about:config แต่จะเข้าไปแก้ไขไฟล์ userChrome ซึ่งปกติถ้าเป็น Windows Vista/XP/2000 จะอยู่ในโฟลเดอร์

%AppData%\Mozilla\Firefox\Profiles\xxxxxxxx.default\chrome

แต่ถ้าเป็น 95/98/ME ก็จะเข้าไปที่

C:\WINDOWS\Application Data\Mozilla\Firefox\Profiles\xxxxxxxx.default\

โดย xxxxxxxx จะเป็นตัวหนังสือสุ่มที่มีความยาว 8 ตัวอักษร
เปิดไฟล์ userChrome.css ใช้โน้ตแพดก็ได้นะครับ จากนั้นพิมพ์ข้อความข้างล่างนี้เข้าไปครับ

/* Hide auto-complete in address bar */
#PopupAutoComplete, .autocomplete-tree {
visibility: hidden !important;
display: none !important; }

/* Remove arrow from Address bar */
.autocomplete-history-dropmarker {
display: none !important; }

จัดเก็บและปิดไฟล์ userChrome แล้วลองเปิดบราวเซอร์ Firefox อีกครั้ง คราวนี้ลองพิมพ์แอดเดรสของเว็บไซต์ใดๆ ก็ได้ที่เข้าไปประจำ จะสังเกตว่า ไม่มี Auto-Complete มากวนใจอีกแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์