เคยไหมครับว่า ขณะที่คุณกำลังรีบเร่งจะกลับบ้าน แต่พอชัตดาวน์คอมพ์ที่อยู่ตรงหน้า คุณกลับต้องรอมากกว่า 5 นาทีระบบถึงจะปิดตัวเองเรียบร้อย เหตุการณ์สมมติที่อาจจะเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคุณผู้อ่านหลายๆ คนจนกองบรรณาธิการวินทิปคิดว่า มันน่าจะมีสาเหตุอื่นๆ อีกที่ทำให้ Windows XP ชัต แล้วไม่ค่อยจะยอมดาวน์ซักที หลังจากที่ค้นหาคำตอบจากแหล่งข้อมูลต่างๆ มากมายก็พบว่า ปัญหาใหญ่สุดที่เป็นตัวการสำคัญที่ให้การชัดดาวน์ช้าเกินเหตุก็คือ การถอดถอนโพรไฟล์ผู้ใช้ขณะนั้น (current user profile) ออกจากหน่วยความจำนั่นเอง สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวก็เนื่องจากว่า เมื่อโปรแกรมของผู้ผลิตรายอื่น หรือแม้แต่แอพพลิเคชันของไมโครซอฟท์เองที่บางครั้งไม่สามารถออกจากหน่วยความจำของระบบได้หมดจด (ยังคงเหลือค้างบางโมดูลการทำงานของโปรแกรม หรือบริการบางอย่างในระบบ) หน้าที่ของ Windows ก็คือ มันจะต้องใช้ความพยายามทั้งหมด เพื่อถอดถอนโพรไฟล์ออกไปจนกว่าระบบจะยอมรับว่า ไม่สามารถทำได้ มันจึงค่อยชัตดาวน์ และถึงแม้ว่า คุณจะหาพบแอพพลิเคชันที่เป็นต้นตอของปัญหา แต่คุณก็คงจะทำอะไรมันไม่ได้อยู่ดี (นอกจากเลิกใช้โปรแกรมนั้น แต่ดูจะเป็นการแก้ปัญหาที่ง่ายไป หรือเปล่า)
ไมโครซอฟท์เข้าใจถึงปัญหานี้ดี ทางบริษัทจึงได้พัฒนายูทิลิตี้แจกฟรีที่สามารถทำความสะอาดโพรไฟล์ของผู้ใช้ที่ตกค้างออกจากระบบได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้คุณไม่ต้องพบกับปัญหาการรอคอยที่ยาวนานขณะชัตดาวน์ ยูทิลิตี้ดังกล่าวชื่อว่า User Profile Hive Cleanup Service
เมื่อคุณสั่งรัน และติดตั้งตามขั้นตอนวิเศษ คุณอาจจะรู้สึกว่า ตัวโปรแกรมติดตั้งไม่เห็นได้ทำอะไรให้เลย แต่ถ้าคุณเปิดดูรายชื่อของบริการที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น คุณก็จะพบกับบริการใหม่ที่กำลังทำงานอยู่แบคกราวด์
ไอเดียของบริการนี้ก็คือ มันจะทำหน้าที่เรียกคืนทรัพยากรระบบทั้งหมด เมื่องาน(task) หนึ่งๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว (หน่วยความจำ ส่วนจัดการต่างๆ เป็นต้น) โดยมันจะคอยสอดส่องผู้ใช้ที่ล็อกออฟ และทวนสอบว่า มีทรัพยากรระบบที่ไม่ถูกใช้และต้องเรียกคืน หรือไม่ ซึ่งด้วยวิธีนี้ทำให้ระบบทราบทันทีว่า มีโพรไฟล์ใดที่ไม่ถูกใช้งาน แต่ยังคงค้างอยู่ และต้องกำจัดออกไป คราวนี้ ไม่ว่าคุณจะชัตดาวน์ ล็อกออฟ หรือรีสตาร์ท ระบบก็จะสามารถตอบสนองได้ภายในไม่กี่วินาที (แทนที่จะต้องไปพะวงกับความพยายามถอดถอนโพรไฟล์ตกค้างในหน่วยความจำ)
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โปรดใช้วิจารณญาณในการ - Click คลิก
เคยไหม ?...นั่งเช็คอีเมล์ในกล่อง Inbox ทีไร วันดีคืนดี จะมี Forward Mail ส่งต่อขอความช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ วนๆ เวียนๆ เข้ามาหา
FW: ลูกหาย!!! : ช่วย Forward ต่อด้วยนะคะ....
FW: ต้องการเลือดกรุ๊ป O ด่วน ช่วยชีวิตพี่ชาย....
FW: ช่วย forward ด้วย เด็กจะได้รับเงินบริจาค 11 เซ็นต์ต่อ 1 เมล์
Fw: ช่วยกันส่งต่อ เป็นการทำบุญ 1 ชีวิต
หัวข้อขอความช่วยเหลือทำนองนี้ มีให้เห็นกันบ่อยๆ ยิ่งถ้า Forward Mail ไหน มีภาพ หรือข้อความสะเทือนใจ ถ้าไม่ทำอะไรก็รู้สึกตัวเองจะ "ใจดำ" เกินไปหน่อย...ช่วยๆ เขาหน่อย แค่ฟอร์เวิร์ดต่อ ก็ยังดี
ทันใดนั้น เมล์ฉบับที่ว่า จะยิ่งถูกส่งต่อ ส่งต่อ และส่งต่อ กันไปเรื่อยๆ
แต่สักกี่คนจะรู้ว่าเพียงแค่ "คลิกเดียว" ของคุณ ที่ส่งต่อ Forward Mail ขอความช่วยเหลือออกไป อาจเป็นได้ทั้ง "คุณ" และ "โทษ" จากเรื่องใกล้ตัว ที่หลายคนไม่ทันได้ฉุกคิด....
คลิกเดียว...เป็นเรื่อง
ทันทีที่เปิดอ่านอีเมล์ขอความช่วยเหลือฉบับหนึ่ง ว่า มีคุณแม่คนหนึ่ง ตั้งครรภ์เป็นพิษ ต้องการขอรับบริจาคเลือดด่วน! หญิงสาวผู้หวังดี ไม่รอช้า รีบส่งเมล์ถึงเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่อภายในออฟฟิศทันที
ใครจะคิดว่า เพียงแค่ "คลิกเดียว" ในวันนั้น จะก่อเรื่องปวดหัว วุ่นวาย ตามมาไม่หยุด เพราะเมล์เจ้ากรรม ยังถูกส่งต่อๆ ไปอย่างไม่ยั้ง แม้เหตุการณ์นี้ จะผ่านไปถึง 2 ปี แล้วก็ตาม
"แค่คลิกครั้งเดียวนี่แหละ ส่งถึงคน 40 คนในบริษัท แต่จำขึ้นใจเลยค่ะ...เพราะทุกวันนี้ ยังมีคนโทรศัพท์เข้ามา อีเมล์เข้ามาถามอยู่เรื่อยๆ บางทีงานยุ่งๆ ก็ปวดหัวเหมือนกัน ไม่รู้จะทำยังไง แก้ยังไง ก็แก้ไม่จบ เพราะเมล์ฉบับนั้น ไม่มีใครไปหยุดมันได้" หญิงสาวผู้หวังดี ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ยินดี เล่าเรื่องของเธอ ไว้เป็นเคสอุทาหรณ์
ตัวเธอเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้น ด้วยความหวังดี อยากจะช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ พออ่านเมล์แล้ว เลยส่งต่อให้เพื่อนๆ และคนในบริษัทอีก 40 คน
แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทุกครั้งที่คลิกส่งอีเมล์ถึงกันภายในบริษัท จะถูกตั้งค่าไว้อัตโนมัติ ด้านท้ายจะแนบนามบัตรติดโลโก้ของบริษัท พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ตามติดไปกับอีเมล์ด้วย
จากที่คิดว่าส่งกันเฉพาะเป็นการภายในให้กับคนในออฟฟิศด้วยกัน แต่ "น้ำใจที่ปลายนิ้ว" ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะมันถูกส่งกระจายออกไปภายนอกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนอ่านแล้วหวังดี ยิ่งเห็นว่า อีเมล์นี้มีต้นทางจากคนในบริษัทที่น่าเชื่อถือ เลยช่วยเอาข้อความไปโพสต์ไว้ตามกระทู้ต่างๆ ตามเว็บประดามีในอินเทอร์เน็ต
โทรศัพท์สายแล้ว สายเล่า กริ๊งกร๊างโทรเข้ามาสอบถามไม่หยุดหย่อน เรื่องวุ่นๆ จึงไม่จบแค่โดนคนในบริษัทต่อว่า จนต้องชี้แจงกันยกใหญ่ เพราะเมล์ที่ถูก Forward ต่อๆ กันไป บางครั้งมีผู้หวังดีอื่นๆ ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความ จนเลยเถิด ยุ่งกันใหญ่ เพี้ยนไปจนถึงขั้นเกิดการเข้าใจผิดว่า คนที่ป่วย คือ ตัวเธอเอง
“ตอนหลังเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาเสียชีวิตมา 5 ปีได้แล้ว แต่ตอนที่ได้รับเมล์ขอความช่วยเหลือนั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือยัง แค่คิดว่าเราอยากจะช่วย”
เธอ เล่าว่า ทุกวันนี้ อีเมล์ขอความช่วยเหลือลักษณะนี้ ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ และเยอะมาก บางเมล์บอกว่า เด็กป่วยเป็นโรคนั้น โรคนี้ ถ้าช่วยคลิก หรือส่งต่อ จะได้รับเงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้
ด้วยนิสัยคนไทย จะมีน้ำใจชอบช่วยเหลือกันอยู่แล้ว และส่วนใหญ่คนจะสนใจที่หัวข้อและเนื้อหาที่ส่งมา มากกว่าที่จะย้อนไปดูว่า เมล์นี้ ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ยอมรับว่า ช่วงแรกๆ เข็ดไปเลย ไม่กล้า Forward Mail ขอความช่วยเหลืออย่างนี้อีก แต่จริงๆ มันเป็นช่องทางหนึ่งที่ดีนะ ที่คนในสังคมช่วยเหลือกันได้ หลังๆ ตัวเองเลยใช้วิธีสกรีนมากขึ้น ถ้าจะ Forward Mail ต่อ จะดูว่าเรื่องนี้ มันจริงมั๊ย และจบไปหรือยัง หรือส่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอ ให้แง่คิด
การส่งต่อขอความช่วยเหลือผ่าน Forward Mail เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีอานุภาพสูง...แต่ถ้าจะให้ดีต้องใช้ให้ถูกวิธี และมีวิจารณญาณ
"ตราบาป" ไม่เจตนา
“เดี๋ยวนี้ ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่ง ที่คนในสังคมใช้ช่วยเหลือกันมากขึ้น ทั้ง Forward Mail ประกาศตามหาคนหาย ตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆ เช่น เคยมีเคสของเด็กถูกลักพาตัว ที่โพสต์ในเว็บพันทิป ก็มีคนตื่นตัว เข้ามามีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส กันเยอะมาก” ธิติมา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา เล่า
5 ปีของการเปิดตัวเว็บไซต์ backtohome.org ทำหน้าที่ทั้งเฝ้าระวัง และช่วยเหลือติดตามคนหาย ผ่านช่องทางออนไลน์ เธอ พบปัญหาว่า บ่อยครั้งที่การส่งต่อเคสความช่วยเหลือ ผ่าน Forward Mail บางเคสแม้จะตามหาจนพบแล้ว แต่ Forward Mail นั้น ก็จะยังคงถูกส่งต่อไปไม่รู้จบ
“กรณียิ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงที่หายออกจากบ้าน พอเมล์ถูกส่งแพร่ไปในระบบ มักจะโดนคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะบุคคลคนใกล้ชิดที่ทราบข่าว จะคิดต่อ หรือมองไปในทางเสียหาย แล้วว่า ทำไมถึงหายออกจากบ้าน ครอบครัวมีปัญหา หรือถูกล่อลวง ไปในทางที่ไม่ดี”
ซ้ำร้ายกว่านั้น กรณีถ้าเด็กถูกล่อลวง หรือโดนข่มขืน และมีข่าวออกมาภายหลัง นั่นหมายถึง ภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่เคยถูกส่ง Forward Mail ไปก่อนหน้านี้ จะมีคนรู้จักไปทั่วเพราะถูกส่งว่อนแล้วในระบบอินเทอร์เน็ต
“เคยมีเคสหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชายติดเกมส์ หนีออกไปจากบ้าน ครอบครัวก็เอารูป และข้อความไปโพสต์ตั้งกระทู้ประกาศตามหา ในเว็บต่างๆ ตอนหลังหาตัวเด็กเจอแล้ว แต่มีเพื่อนของน้องคนนี้ ที่ไปอ่านเจอกระทู้ในอินเทอร์เน็ต แล้วก็เอามาล้อ จนเด็กรู้สึกอาย และไม่อยากไปโรงเรียน”
บางครั้ง ในบางกรณี จึงเหมือนกับเป็น "ตราบาป" หรือประวัติติดตัว...เพราะเจตนาดีแท้ๆ
“ในเว็บไซต์ของเรา จะมีฐานข้อมูลผู้สูญหาย และมีเว็บบอร์ดให้คนเข้ามาตั้งกระทู้ และขึ้นรูปภาพ แต่ถ้าเป็นกรณีเด็กผู้หญิง เราพยายามจะไม่เอารูปขึ้น เพราะว่าจะมีผลกระทบเมื่อเด็กกลับมาแล้ว
ตอนนี้ เราอยู่ระหว่างพูดคุยกันในทีม ว่ารูปแบบ Forward Mail ที่ดี ควรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง เป็นไปได้มั๊ย ที่จะมีการจัดระบบขึ้นมา ถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมหาข้อมูลได้ที่ไหน หรือเวลาเด็กหาย ครอบครัวจะส่งเมล์หรือโพสต์ประกาศตามหา แต่เวลาหาเจอแล้ว อาจจะไม่เคยมีการส่งข้อมูลอีกว่า หาเจอแล้วนะ เคสนี้จบแล้ว” ธิติมา เล่า
บูมเมอแรงของความช่วยเหลือ
“Forward Mail อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชีวิตในโลกออนไลน์ แต่มุมหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือ ที่คนไม่ค่อยมองถึง คือ ผลข้างเคียง ที่เป็นบูมเมอแรง ส่งกลับไปยังคนที่ได้รับการช่วยเหลือ” รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้อำนวยการด้านการบริหารภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารการตลาด บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่า
เพราะหลายคนมักจะมองเพียงว่า ฉันช่วยแล้ว ฉันให้เงินไปแล้ว คือ ช่วยแล้วก็จบกัน หลังจากนั้นไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว
ถ้ายังพอจำกันได้ ต้นปี 2550 ภาพยนตร์โฆษณาชุด "ปาติหาน" ของ "ทรู" เรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ ส่งอีเมล์ขอความช่วยเหลือ “ใครมีปาติหานบ้างครับ ผมมีเงินเก็บ 80 บาท น้องของผม ไม่สะบายมาก...”
กระแสที่เกิดขึ้นหลังโฆษณาชุดนั้น ออกอากาศ ฟอร์เวิร์ดเมล์นับไม่ถ้วน รวมถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ไหลบ่าเข้ามากระทบความรู้สึกของ "คนทำงาน" เข้าอย่างจัง
จนต้องลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ในชื่อ helplink.net เป็นสื่อกลาง จุดนัดพบของคนให้ และคนรับ ที่เชื่อในพลังของการช่วยเหลือ เว็บน้องใหม่นี้เพิ่งจะเปิดตัวได้ 2 เดือน
แต่ระหว่างขลุกตัวอยู่กับเคส Forward Mail ขอความช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ ทำให้ทั้งรุ่งฟ้า และทีมงาน มองเห็นอะไรบางอย่าง เป็นแง่มุมที่น่าสนใจใต้ปรากฏการณ์เหล่านี้
“ส่วนใหญ่เคสที่ได้รับ Forward มา เมื่อเราโทรกลับไปเช็คประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง คุณแม่เขาเสียไปประมาณปีกว่าแล้ว แต่เมล์นั้นก็ยังถูก Forward ในระบบอยู่ และเจ้าตัวเขาต้องคอยรับโทรศัพท์ที่คนโทรเข้ามาจะช่วยเหลือวันละหลายสิบสาย เพื่อที่จะตอบซ้ำๆ ว่า คุณแม่ผมเสียไปแล้ว”
รุ่งฟ้า เล่าว่า เจอเคสอย่างนี้ค่อนข้างมาก คือ เคสจบไปแล้ว แต่ยังคงได้รับการส่งต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ล่องลอยอยู่ในระบบ กำจัดได้ไม่หมด เพราะไม่รู้ว่ากระจายไปอยู่ที่ไหนบ้าง
จึงจุดประกายความคิดที่ว่า น่าจะต้องมีใครสักคน ลุกขึ้นมาจัดระเบียบความช่วยเหลือออนไลน์ ให้คนที่อยากช่วยเหลือ ได้ช่วยอย่างสบายใจ ส่วนคนที่ต้องการขอความช่วยเหลือ ก็มีจุดนัดพบมาเจอกันบน helplink.net
“ส่วนหนึ่งในเว็บของเรา จะมีพื้นที่แจ้งข่าวว่า เคสไหนที่จบไปแล้ว คุณมาฝากข่าวไว้ได้ Forward Mail ฉบับนั้นๆ มันจะได้หยุดสักที บางครั้งทุกคนตั้งใจดี แต่เมื่อไม่มีการจัดการตรงนี้ กลับยิ่งทำให้คนที่ถูกช่วยเหลือ กลับยิ่งเป็นทุกข์ไปอีก คนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว เขาจะหลุดทุกข์ไม่ได้ บางคนอาจจะไม่รับโทรศัพท์ หรือเปลี่ยนเบอร์ใหม่ไปเลย แต่ก็มีบางคน ที่ยังต้องคอยรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามเดิมๆ ”
อีกหลากหลายปัญหาของการ Forward Mail ที่พบ เช่น ให้รายละเอียดข้อมูลไม่เพียงพอ อยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะติดต่ออย่างไร และเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จบไปแล้วหรือยัง
บางเคส น่าเสียดายที่การให้ความช่วยเหลืออาจช้าเกินไป ถ้ามีใครสักคนที่มีความพร้อม ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันการณ์ตั้งแต่ทีแรก...บางทีปาฏิหาริย์ก็อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่านี้
จัดระเบียบ "น้ำใจ"
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการส่ง Forward Mail ขอความช่วยเหลือ อาจจะย้อนกลับมาสร้างภาระกับคนส่ง ในระยะยาว แต่ก็เป็นความหวัง และวิธีที่หลายคนเลือกใช้ เพื่อรอคอยปาฎิหาริย์ ที่เกิดจากความช่วยเหลือของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่คงจะดีกว่านี้ ถ้ามีวิธีที่จะช่วยให้ปาฏิหาริย์แห่งการช่วยเหลือมีโอกาสเป็นจริง เร็วขึ้น ดีขึ้น มีระบบ ระเบียบมากขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นที่ผ่านมา
รุ่งฟ้า อธิบายถึงวิธีจัดการ เพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ ศูนย์กลางความช่วยเหลือของคนในสังคม ที่ดีไซน์ผ่านหน้าเว็บ helplink.net ไว้อย่างชัดเจน มีทั้งส่วนที่แบ่งตามหมวดหมู่ความช่วยเหลือไว้ตามความเร่งด่วนของแต่ละเคส เช่น เคสช่วยด่วน ที่เกี่ยวกับคนป่วยหนัก คนหาย ภัยธรรมชาติ , เคสช่วยกันให้ชื่นใจ ที่จะเป็นการระดมความช่วยเหลือทั่วไป เช่น ช่วยเด็กด้อยโอกาสที่ต้องผ่าตัดหัวใจ , และเคสช่วยให้กำลังใจ
เธอ เล่าว่า เคสที่ขอความช่วยเหลือต่างๆ ผ่านหน้าเว็บไซต์ จะต้องผ่านการสมัคร และสกรีนจาก 14 มูลนิธิพันธมิตร เช่น ศูนย์บริหารโลหิต สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ สภาสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งอย่างน้อย จะเป็นด่านหนึ่งในการคัดกรอง รวมทั้งรูปแบบการเปิดบัญชี จะต้องจ่ายผ่านมูลนิธิ ไม่ใช้การเปิดบัญชีตรงส่วนตัว
“บางคน ถ้าความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้ามา ถ้ามีปัญหาใช้เงินไม่เป็น จะเกิดปัญหา เช่น โดนญาติหลอก หรือบางคน เคสจบแล้ว แต่ไม่ยอมจบ ยังขอความช่วยเหลือต่ออย่างนี้ก็มี
เราเลยพยายามทำหน้าที่เป็นเวที ให้คนเชื่อมั่น ช่วยเหลือได้สบายใจ บริจาค หรือช่วยเหลือได้เต็มที่
แต่ส่วนที่เป็นพื้นที่แสดงความเห็นบนเว็บบอร์ด เราจะเขียนข้อความไว้เลยว่า กรุณาใช้วิจารณญาณในการพิจารณาด้วยตัวเอง เพราะมันอาจจะมีเคสที่มั่วเข้ามาโพสต์บ้าง ซึ่งเราไม่สามารถไปควบคุมได้ ”
นอกจากนี้ ทางทีมงานจะมีการอัปเดตความเคลื่อนไหว ว่าเคสความช่วยเหลือไหนที่จบแล้ว หรือจบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงวางระบบสมัครสมาชิก ต้องล็อกอินเข้ามา จึงสามารถดึงเอาเคสจากในเว็บ ไปช่วย Forward ต่อ โดยรูปแบบเนื้อหา จะบอกเพียงข้อมูลเบื้องต้น และสร้างลิงค์ให้เข้ามาดูต่อบนเว็บไซต์
"อยากบอกว่า ในสังคมออนไลน์ คุณสามารถช่วยคนได้อีกหลายร้อยคน เพราะบางครั้งเงินก็ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ แต่อาจจะเป็นคำพูดดีๆ ให้กำลังใจ ที่คุณมอบให้ เข้ามาโพสต์ นั่นก็เหมือนกับได้ช่วยคนอื่นๆ ไปด้วย" รุ่งฟ้า ว่าอย่างนั้น
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงทำอะไรได้อีกหลายอย่าง มากกว่าแค่การ "คลิก" เดียวจบ และถ้าคิดจะ "คลิก" ก็ควรคลิกอย่างมีวิจารณญาณ
FW: ลูกหาย!!! : ช่วย Forward ต่อด้วยนะคะ....
FW: ต้องการเลือดกรุ๊ป O ด่วน ช่วยชีวิตพี่ชาย....
FW: ช่วย forward ด้วย เด็กจะได้รับเงินบริจาค 11 เซ็นต์ต่อ 1 เมล์
Fw: ช่วยกันส่งต่อ เป็นการทำบุญ 1 ชีวิต
หัวข้อขอความช่วยเหลือทำนองนี้ มีให้เห็นกันบ่อยๆ ยิ่งถ้า Forward Mail ไหน มีภาพ หรือข้อความสะเทือนใจ ถ้าไม่ทำอะไรก็รู้สึกตัวเองจะ "ใจดำ" เกินไปหน่อย...ช่วยๆ เขาหน่อย แค่ฟอร์เวิร์ดต่อ ก็ยังดี
ทันใดนั้น เมล์ฉบับที่ว่า จะยิ่งถูกส่งต่อ ส่งต่อ และส่งต่อ กันไปเรื่อยๆ
แต่สักกี่คนจะรู้ว่าเพียงแค่ "คลิกเดียว" ของคุณ ที่ส่งต่อ Forward Mail ขอความช่วยเหลือออกไป อาจเป็นได้ทั้ง "คุณ" และ "โทษ" จากเรื่องใกล้ตัว ที่หลายคนไม่ทันได้ฉุกคิด....
คลิกเดียว...เป็นเรื่อง
ทันทีที่เปิดอ่านอีเมล์ขอความช่วยเหลือฉบับหนึ่ง ว่า มีคุณแม่คนหนึ่ง ตั้งครรภ์เป็นพิษ ต้องการขอรับบริจาคเลือดด่วน! หญิงสาวผู้หวังดี ไม่รอช้า รีบส่งเมล์ถึงเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่อภายในออฟฟิศทันที
ใครจะคิดว่า เพียงแค่ "คลิกเดียว" ในวันนั้น จะก่อเรื่องปวดหัว วุ่นวาย ตามมาไม่หยุด เพราะเมล์เจ้ากรรม ยังถูกส่งต่อๆ ไปอย่างไม่ยั้ง แม้เหตุการณ์นี้ จะผ่านไปถึง 2 ปี แล้วก็ตาม
"แค่คลิกครั้งเดียวนี่แหละ ส่งถึงคน 40 คนในบริษัท แต่จำขึ้นใจเลยค่ะ...เพราะทุกวันนี้ ยังมีคนโทรศัพท์เข้ามา อีเมล์เข้ามาถามอยู่เรื่อยๆ บางทีงานยุ่งๆ ก็ปวดหัวเหมือนกัน ไม่รู้จะทำยังไง แก้ยังไง ก็แก้ไม่จบ เพราะเมล์ฉบับนั้น ไม่มีใครไปหยุดมันได้" หญิงสาวผู้หวังดี ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ยินดี เล่าเรื่องของเธอ ไว้เป็นเคสอุทาหรณ์
ตัวเธอเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้น ด้วยความหวังดี อยากจะช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ พออ่านเมล์แล้ว เลยส่งต่อให้เพื่อนๆ และคนในบริษัทอีก 40 คน
แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทุกครั้งที่คลิกส่งอีเมล์ถึงกันภายในบริษัท จะถูกตั้งค่าไว้อัตโนมัติ ด้านท้ายจะแนบนามบัตรติดโลโก้ของบริษัท พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ตามติดไปกับอีเมล์ด้วย
จากที่คิดว่าส่งกันเฉพาะเป็นการภายในให้กับคนในออฟฟิศด้วยกัน แต่ "น้ำใจที่ปลายนิ้ว" ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะมันถูกส่งกระจายออกไปภายนอกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น บางคนอ่านแล้วหวังดี ยิ่งเห็นว่า อีเมล์นี้มีต้นทางจากคนในบริษัทที่น่าเชื่อถือ เลยช่วยเอาข้อความไปโพสต์ไว้ตามกระทู้ต่างๆ ตามเว็บประดามีในอินเทอร์เน็ต
โทรศัพท์สายแล้ว สายเล่า กริ๊งกร๊างโทรเข้ามาสอบถามไม่หยุดหย่อน เรื่องวุ่นๆ จึงไม่จบแค่โดนคนในบริษัทต่อว่า จนต้องชี้แจงกันยกใหญ่ เพราะเมล์ที่ถูก Forward ต่อๆ กันไป บางครั้งมีผู้หวังดีอื่นๆ ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความ จนเลยเถิด ยุ่งกันใหญ่ เพี้ยนไปจนถึงขั้นเกิดการเข้าใจผิดว่า คนที่ป่วย คือ ตัวเธอเอง
“ตอนหลังเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาเสียชีวิตมา 5 ปีได้แล้ว แต่ตอนที่ได้รับเมล์ขอความช่วยเหลือนั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือยัง แค่คิดว่าเราอยากจะช่วย”
เธอ เล่าว่า ทุกวันนี้ อีเมล์ขอความช่วยเหลือลักษณะนี้ ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ และเยอะมาก บางเมล์บอกว่า เด็กป่วยเป็นโรคนั้น โรคนี้ ถ้าช่วยคลิก หรือส่งต่อ จะได้รับเงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้
ด้วยนิสัยคนไทย จะมีน้ำใจชอบช่วยเหลือกันอยู่แล้ว และส่วนใหญ่คนจะสนใจที่หัวข้อและเนื้อหาที่ส่งมา มากกว่าที่จะย้อนไปดูว่า เมล์นี้ ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ยอมรับว่า ช่วงแรกๆ เข็ดไปเลย ไม่กล้า Forward Mail ขอความช่วยเหลืออย่างนี้อีก แต่จริงๆ มันเป็นช่องทางหนึ่งที่ดีนะ ที่คนในสังคมช่วยเหลือกันได้ หลังๆ ตัวเองเลยใช้วิธีสกรีนมากขึ้น ถ้าจะ Forward Mail ต่อ จะดูว่าเรื่องนี้ มันจริงมั๊ย และจบไปหรือยัง หรือส่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอ ให้แง่คิด
การส่งต่อขอความช่วยเหลือผ่าน Forward Mail เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีอานุภาพสูง...แต่ถ้าจะให้ดีต้องใช้ให้ถูกวิธี และมีวิจารณญาณ
"ตราบาป" ไม่เจตนา
“เดี๋ยวนี้ ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่ง ที่คนในสังคมใช้ช่วยเหลือกันมากขึ้น ทั้ง Forward Mail ประกาศตามหาคนหาย ตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆ เช่น เคยมีเคสของเด็กถูกลักพาตัว ที่โพสต์ในเว็บพันทิป ก็มีคนตื่นตัว เข้ามามีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส กันเยอะมาก” ธิติมา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา เล่า
5 ปีของการเปิดตัวเว็บไซต์ backtohome.org ทำหน้าที่ทั้งเฝ้าระวัง และช่วยเหลือติดตามคนหาย ผ่านช่องทางออนไลน์ เธอ พบปัญหาว่า บ่อยครั้งที่การส่งต่อเคสความช่วยเหลือ ผ่าน Forward Mail บางเคสแม้จะตามหาจนพบแล้ว แต่ Forward Mail นั้น ก็จะยังคงถูกส่งต่อไปไม่รู้จบ
“กรณียิ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงที่หายออกจากบ้าน พอเมล์ถูกส่งแพร่ไปในระบบ มักจะโดนคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะบุคคลคนใกล้ชิดที่ทราบข่าว จะคิดต่อ หรือมองไปในทางเสียหาย แล้วว่า ทำไมถึงหายออกจากบ้าน ครอบครัวมีปัญหา หรือถูกล่อลวง ไปในทางที่ไม่ดี”
ซ้ำร้ายกว่านั้น กรณีถ้าเด็กถูกล่อลวง หรือโดนข่มขืน และมีข่าวออกมาภายหลัง นั่นหมายถึง ภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่เคยถูกส่ง Forward Mail ไปก่อนหน้านี้ จะมีคนรู้จักไปทั่วเพราะถูกส่งว่อนแล้วในระบบอินเทอร์เน็ต
“เคยมีเคสหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชายติดเกมส์ หนีออกไปจากบ้าน ครอบครัวก็เอารูป และข้อความไปโพสต์ตั้งกระทู้ประกาศตามหา ในเว็บต่างๆ ตอนหลังหาตัวเด็กเจอแล้ว แต่มีเพื่อนของน้องคนนี้ ที่ไปอ่านเจอกระทู้ในอินเทอร์เน็ต แล้วก็เอามาล้อ จนเด็กรู้สึกอาย และไม่อยากไปโรงเรียน”
บางครั้ง ในบางกรณี จึงเหมือนกับเป็น "ตราบาป" หรือประวัติติดตัว...เพราะเจตนาดีแท้ๆ
“ในเว็บไซต์ของเรา จะมีฐานข้อมูลผู้สูญหาย และมีเว็บบอร์ดให้คนเข้ามาตั้งกระทู้ และขึ้นรูปภาพ แต่ถ้าเป็นกรณีเด็กผู้หญิง เราพยายามจะไม่เอารูปขึ้น เพราะว่าจะมีผลกระทบเมื่อเด็กกลับมาแล้ว
ตอนนี้ เราอยู่ระหว่างพูดคุยกันในทีม ว่ารูปแบบ Forward Mail ที่ดี ควรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง เป็นไปได้มั๊ย ที่จะมีการจัดระบบขึ้นมา ถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมหาข้อมูลได้ที่ไหน หรือเวลาเด็กหาย ครอบครัวจะส่งเมล์หรือโพสต์ประกาศตามหา แต่เวลาหาเจอแล้ว อาจจะไม่เคยมีการส่งข้อมูลอีกว่า หาเจอแล้วนะ เคสนี้จบแล้ว” ธิติมา เล่า
บูมเมอแรงของความช่วยเหลือ
“Forward Mail อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชีวิตในโลกออนไลน์ แต่มุมหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือ ที่คนไม่ค่อยมองถึง คือ ผลข้างเคียง ที่เป็นบูมเมอแรง ส่งกลับไปยังคนที่ได้รับการช่วยเหลือ” รุ่งฟ้า เกียรติพจน์ ผู้อำนวยการด้านการบริหารภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารการตลาด บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่า
เพราะหลายคนมักจะมองเพียงว่า ฉันช่วยแล้ว ฉันให้เงินไปแล้ว คือ ช่วยแล้วก็จบกัน หลังจากนั้นไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว
ถ้ายังพอจำกันได้ ต้นปี 2550 ภาพยนตร์โฆษณาชุด "ปาติหาน" ของ "ทรู" เรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ ส่งอีเมล์ขอความช่วยเหลือ “ใครมีปาติหานบ้างครับ ผมมีเงินเก็บ 80 บาท น้องของผม ไม่สะบายมาก...”
กระแสที่เกิดขึ้นหลังโฆษณาชุดนั้น ออกอากาศ ฟอร์เวิร์ดเมล์นับไม่ถ้วน รวมถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ไหลบ่าเข้ามากระทบความรู้สึกของ "คนทำงาน" เข้าอย่างจัง
จนต้องลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ในชื่อ helplink.net เป็นสื่อกลาง จุดนัดพบของคนให้ และคนรับ ที่เชื่อในพลังของการช่วยเหลือ เว็บน้องใหม่นี้เพิ่งจะเปิดตัวได้ 2 เดือน
แต่ระหว่างขลุกตัวอยู่กับเคส Forward Mail ขอความช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ ทำให้ทั้งรุ่งฟ้า และทีมงาน มองเห็นอะไรบางอย่าง เป็นแง่มุมที่น่าสนใจใต้ปรากฏการณ์เหล่านี้
“ส่วนใหญ่เคสที่ได้รับ Forward มา เมื่อเราโทรกลับไปเช็คประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง คุณแม่เขาเสียไปประมาณปีกว่าแล้ว แต่เมล์นั้นก็ยังถูก Forward ในระบบอยู่ และเจ้าตัวเขาต้องคอยรับโทรศัพท์ที่คนโทรเข้ามาจะช่วยเหลือวันละหลายสิบสาย เพื่อที่จะตอบซ้ำๆ ว่า คุณแม่ผมเสียไปแล้ว”
รุ่งฟ้า เล่าว่า เจอเคสอย่างนี้ค่อนข้างมาก คือ เคสจบไปแล้ว แต่ยังคงได้รับการส่งต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ล่องลอยอยู่ในระบบ กำจัดได้ไม่หมด เพราะไม่รู้ว่ากระจายไปอยู่ที่ไหนบ้าง
จึงจุดประกายความคิดที่ว่า น่าจะต้องมีใครสักคน ลุกขึ้นมาจัดระเบียบความช่วยเหลือออนไลน์ ให้คนที่อยากช่วยเหลือ ได้ช่วยอย่างสบายใจ ส่วนคนที่ต้องการขอความช่วยเหลือ ก็มีจุดนัดพบมาเจอกันบน helplink.net
“ส่วนหนึ่งในเว็บของเรา จะมีพื้นที่แจ้งข่าวว่า เคสไหนที่จบไปแล้ว คุณมาฝากข่าวไว้ได้ Forward Mail ฉบับนั้นๆ มันจะได้หยุดสักที บางครั้งทุกคนตั้งใจดี แต่เมื่อไม่มีการจัดการตรงนี้ กลับยิ่งทำให้คนที่ถูกช่วยเหลือ กลับยิ่งเป็นทุกข์ไปอีก คนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว เขาจะหลุดทุกข์ไม่ได้ บางคนอาจจะไม่รับโทรศัพท์ หรือเปลี่ยนเบอร์ใหม่ไปเลย แต่ก็มีบางคน ที่ยังต้องคอยรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามเดิมๆ ”
อีกหลากหลายปัญหาของการ Forward Mail ที่พบ เช่น ให้รายละเอียดข้อมูลไม่เพียงพอ อยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะติดต่ออย่างไร และเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จบไปแล้วหรือยัง
บางเคส น่าเสียดายที่การให้ความช่วยเหลืออาจช้าเกินไป ถ้ามีใครสักคนที่มีความพร้อม ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันการณ์ตั้งแต่ทีแรก...บางทีปาฏิหาริย์ก็อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่านี้
จัดระเบียบ "น้ำใจ"
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการส่ง Forward Mail ขอความช่วยเหลือ อาจจะย้อนกลับมาสร้างภาระกับคนส่ง ในระยะยาว แต่ก็เป็นความหวัง และวิธีที่หลายคนเลือกใช้ เพื่อรอคอยปาฎิหาริย์ ที่เกิดจากความช่วยเหลือของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่คงจะดีกว่านี้ ถ้ามีวิธีที่จะช่วยให้ปาฏิหาริย์แห่งการช่วยเหลือมีโอกาสเป็นจริง เร็วขึ้น ดีขึ้น มีระบบ ระเบียบมากขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นที่ผ่านมา
รุ่งฟ้า อธิบายถึงวิธีจัดการ เพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ ศูนย์กลางความช่วยเหลือของคนในสังคม ที่ดีไซน์ผ่านหน้าเว็บ helplink.net ไว้อย่างชัดเจน มีทั้งส่วนที่แบ่งตามหมวดหมู่ความช่วยเหลือไว้ตามความเร่งด่วนของแต่ละเคส เช่น เคสช่วยด่วน ที่เกี่ยวกับคนป่วยหนัก คนหาย ภัยธรรมชาติ , เคสช่วยกันให้ชื่นใจ ที่จะเป็นการระดมความช่วยเหลือทั่วไป เช่น ช่วยเด็กด้อยโอกาสที่ต้องผ่าตัดหัวใจ , และเคสช่วยให้กำลังใจ
เธอ เล่าว่า เคสที่ขอความช่วยเหลือต่างๆ ผ่านหน้าเว็บไซต์ จะต้องผ่านการสมัคร และสกรีนจาก 14 มูลนิธิพันธมิตร เช่น ศูนย์บริหารโลหิต สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ สภาสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ซึ่งอย่างน้อย จะเป็นด่านหนึ่งในการคัดกรอง รวมทั้งรูปแบบการเปิดบัญชี จะต้องจ่ายผ่านมูลนิธิ ไม่ใช้การเปิดบัญชีตรงส่วนตัว
“บางคน ถ้าความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้ามา ถ้ามีปัญหาใช้เงินไม่เป็น จะเกิดปัญหา เช่น โดนญาติหลอก หรือบางคน เคสจบแล้ว แต่ไม่ยอมจบ ยังขอความช่วยเหลือต่ออย่างนี้ก็มี
เราเลยพยายามทำหน้าที่เป็นเวที ให้คนเชื่อมั่น ช่วยเหลือได้สบายใจ บริจาค หรือช่วยเหลือได้เต็มที่
แต่ส่วนที่เป็นพื้นที่แสดงความเห็นบนเว็บบอร์ด เราจะเขียนข้อความไว้เลยว่า กรุณาใช้วิจารณญาณในการพิจารณาด้วยตัวเอง เพราะมันอาจจะมีเคสที่มั่วเข้ามาโพสต์บ้าง ซึ่งเราไม่สามารถไปควบคุมได้ ”
นอกจากนี้ ทางทีมงานจะมีการอัปเดตความเคลื่อนไหว ว่าเคสความช่วยเหลือไหนที่จบแล้ว หรือจบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงวางระบบสมัครสมาชิก ต้องล็อกอินเข้ามา จึงสามารถดึงเอาเคสจากในเว็บ ไปช่วย Forward ต่อ โดยรูปแบบเนื้อหา จะบอกเพียงข้อมูลเบื้องต้น และสร้างลิงค์ให้เข้ามาดูต่อบนเว็บไซต์
"อยากบอกว่า ในสังคมออนไลน์ คุณสามารถช่วยคนได้อีกหลายร้อยคน เพราะบางครั้งเงินก็ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ แต่อาจจะเป็นคำพูดดีๆ ให้กำลังใจ ที่คุณมอบให้ เข้ามาโพสต์ นั่นก็เหมือนกับได้ช่วยคนอื่นๆ ไปด้วย" รุ่งฟ้า ว่าอย่างนั้น
การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงทำอะไรได้อีกหลายอย่าง มากกว่าแค่การ "คลิก" เดียวจบ และถ้าคิดจะ "คลิก" ก็ควรคลิกอย่างมีวิจารณญาณ
WebOS
เมื่อเราถามใครสักคนว่า "คุณเคยได้ลองเล่น WebOS แล้วหรือยัง" อาจได้รับคำตอบว่า "ทำไมถึงควรลองล่ะ? ในเมื่อเครื่องของผม ก็มีระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว"
นี่เป็นเพราะคำว่า "WebOS" เป็นชื่อที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด อันที่จริง WebOS ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการแบบโปรแกรมวินโดวส์หรือลินุกซ์ ความจริงน่าจะเรียกว่า "เว็บเดสก์ทอป" จะตรงความหมายมากกว่า!
โปรแกรมที่เป็นระบบปฏิบัติการจริงจะต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนบูต มันจะต้องบริหารทรัพยากรต่างๆของระบบ (คือฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์รอบข้าง) รับการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ และตอบสนองโดยการจัดสรรทรัพยากรให้โปรแกรมที่ทำงานตามการร้องขอจากผู้ใช้ ทำหน้าที่ "ดูแลบ้าน" คืองานพื้นฐานต่างๆ เช่น จัดสรรหน่วยความจำ ระบบไฟล์ การติดต่อกับระบบเครือข่าย เปิดโปรแกรม และดูให้โปรแกรมต่างๆ ทำงานได้อย่างไม่ขัดแย้งกัน
เดสก์ทอปทู (Desktoptwo) เป็น WebOS ที่โดดเด่นที่สุดตัวหนึ่ง ใช้งานได้ฟรี มีที่เก็บข้อมูลให้ 1 กิกะไบต์ มีอีเมล์แอดเดรสให้ มี blog ให้ มีโปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันให้ครบครับ
แม้ตอนนี้จะมีแต่บริษัทเล็กๆโนเนม สร้าง WebOS ออกมาให้เราใช้ฟรี แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์หลายรายอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็น...
- กูเกิ้ล มีกูเกิ้ลเดส์ทอป ซึ่งเป็นโปรแกรมในลักษณะ WebOS
- ยาฮู เองก็มีเนื้อหาที่สามารถนำมาใช้กับ WebOS ได้อยู่มาก
- ไมโครซอฟท์ อาจผนวก WebOS ไว้ในระบบปฏิบัติการรุ่นต่อไป
- แอปเปิ้ล มีองค์ประกอบทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้เพื่อสร้าง WebOS ครบแล้ว
- Mozilla Foundation โมซิลลาอาจสร้าง WebOS กับเขาด้วยหากไฟร์ฟอกซ์มีฐานผู้ใช้มากพอ
นี่เป็นเพราะคำว่า "WebOS" เป็นชื่อที่ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด อันที่จริง WebOS ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการแบบโปรแกรมวินโดวส์หรือลินุกซ์ ความจริงน่าจะเรียกว่า "เว็บเดสก์ทอป" จะตรงความหมายมากกว่า!
โปรแกรมที่เป็นระบบปฏิบัติการจริงจะต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนบูต มันจะต้องบริหารทรัพยากรต่างๆของระบบ (คือฮาร์ดแวร์ และอุปกรณ์รอบข้าง) รับการป้อนข้อมูลจากผู้ใช้ และตอบสนองโดยการจัดสรรทรัพยากรให้โปรแกรมที่ทำงานตามการร้องขอจากผู้ใช้ ทำหน้าที่ "ดูแลบ้าน" คืองานพื้นฐานต่างๆ เช่น จัดสรรหน่วยความจำ ระบบไฟล์ การติดต่อกับระบบเครือข่าย เปิดโปรแกรม และดูให้โปรแกรมต่างๆ ทำงานได้อย่างไม่ขัดแย้งกัน
เดสก์ทอปทู (Desktoptwo) เป็น WebOS ที่โดดเด่นที่สุดตัวหนึ่ง ใช้งานได้ฟรี มีที่เก็บข้อมูลให้ 1 กิกะไบต์ มีอีเมล์แอดเดรสให้ มี blog ให้ มีโปรแกรมที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันให้ครบครับ
แม้ตอนนี้จะมีแต่บริษัทเล็กๆโนเนม สร้าง WebOS ออกมาให้เราใช้ฟรี แต่ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์หลายรายอาจเข้าร่วมวงไพบูลย์ในอนาคตอันใกล้ ไม่ว่าจะเป็น...
- กูเกิ้ล มีกูเกิ้ลเดส์ทอป ซึ่งเป็นโปรแกรมในลักษณะ WebOS
- ยาฮู เองก็มีเนื้อหาที่สามารถนำมาใช้กับ WebOS ได้อยู่มาก
- ไมโครซอฟท์ อาจผนวก WebOS ไว้ในระบบปฏิบัติการรุ่นต่อไป
- แอปเปิ้ล มีองค์ประกอบทุกอย่างที่จำเป็นต้องใช้เพื่อสร้าง WebOS ครบแล้ว
- Mozilla Foundation โมซิลลาอาจสร้าง WebOS กับเขาด้วยหากไฟร์ฟอกซ์มีฐานผู้ใช้มากพอ
วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ระวัง!!! iPhone ถูกแฮคได้ด้วย SMS
[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] รายงานข่าวล่าสุด สองนักวิจัยเผยค้นพบช่องโหว่ของฟังก์ชันการส่งข้อความ SMS บน iPhone ที่เสี่ยงต่อการถูกแฮคเข้าไปควบคุมการทำงานของระบบได้ โดยการเปิดเผยครั้งนี้ เกิดขึ้นในงานประชุมสัมนาในหัวข้อเกียวกับระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ทีมีชือว่า Black Hat ซึ่งจัดขึ้นในลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา
Charlie Miller และ Colin Mulliner ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยพบช่องโหว่ในวิธีจัดการของ iPhone กับการส่งข้อความ SMS ซึ่งเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์สามารถเข้าควบคุมการทำงานของมือถือ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์ โดยการแฮคจะมาในรูปของการกระหน่ำส่งข้อความ SMS ที่ประกอบด้วยตัว"อักษรสีเหลี่ยมจัตุรัส"เพียงตัวเดียว!!!
หลังจากที่เจาะเข้าไปใน iPhone ได้แล้ว แฮคเกอร์จะสามารถควบคุมการหมุนหมายเลขของมือถือ การเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนกล้องของ iPhone แถมยังสามารถส่งข้อความ SMS อันตรายไปยังเจ้าของ iPhone รายอื่นๆ เพื่อเข้าควบคุมเครื่องในลักษณะเดียวกันได้อีกด้วย Miller กล่าวว่า "ช่องโหว่นี้ถือว่าซีเรียสมาก เพราะวิธีเดียวที่คุณจะป้องกันได้คือ ปิดมือถือ iPhone ของคุณซะ เพราะอาจมีใครบางคนสามารถเข้าควบคุม iPhone ทุกเครื่องทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้"
มิลเลอร์ยังกล่าวอีกด้วยว่า "ในโลกของธุรกิจ ช่องโหว่นี้มีมูลค่า (ในทางมิชอบ) เพราะถ้าหากคุณสามารถยับยั้งการตัดสินใจ หรือการรับสายของคู่แข่งได้ สำหรับช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่มีทางที่จะปิดมันเป็นความลับนี้ได้"
เขายังอ้างอีกด้วยว่า ได้แจ้งให้ Apple ทราบเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่ได้ออกแพตช์ เพื่ออุดช่องโหว่การโจมตีในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งสองยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้ได้กับมือถือทีทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android และ Windows Mobile ด้วย
Charlie Miller และ Colin Mulliner ผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยพบช่องโหว่ในวิธีจัดการของ iPhone กับการส่งข้อความ SMS ซึ่งเปิดโอกาสให้แฮคเกอร์สามารถเข้าควบคุมการทำงานของมือถือ iPhone ได้อย่างสมบูรณ์ โดยการแฮคจะมาในรูปของการกระหน่ำส่งข้อความ SMS ที่ประกอบด้วยตัว"อักษรสีเหลี่ยมจัตุรัส"เพียงตัวเดียว!!!
หลังจากที่เจาะเข้าไปใน iPhone ได้แล้ว แฮคเกอร์จะสามารถควบคุมการหมุนหมายเลขของมือถือ การเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ ตลอดจนกล้องของ iPhone แถมยังสามารถส่งข้อความ SMS อันตรายไปยังเจ้าของ iPhone รายอื่นๆ เพื่อเข้าควบคุมเครื่องในลักษณะเดียวกันได้อีกด้วย Miller กล่าวว่า "ช่องโหว่นี้ถือว่าซีเรียสมาก เพราะวิธีเดียวที่คุณจะป้องกันได้คือ ปิดมือถือ iPhone ของคุณซะ เพราะอาจมีใครบางคนสามารถเข้าควบคุม iPhone ทุกเครื่องทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยวิธีนี้"
มิลเลอร์ยังกล่าวอีกด้วยว่า "ในโลกของธุรกิจ ช่องโหว่นี้มีมูลค่า (ในทางมิชอบ) เพราะถ้าหากคุณสามารถยับยั้งการตัดสินใจ หรือการรับสายของคู่แข่งได้ สำหรับช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยบนมือถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไม่มีทางที่จะปิดมันเป็นความลับนี้ได้"
เขายังอ้างอีกด้วยว่า ได้แจ้งให้ Apple ทราบเกี่ยวกับข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่ได้ออกแพตช์ เพื่ออุดช่องโหว่การโจมตีในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งสองยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้ได้กับมือถือทีทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Android และ Windows Mobile ด้วย
พลเมืองเน็ตเสนอบังคับใช้กฎหมายคอมฯ
ต่อการบังคับใช้กฎหมายกับคดีทางคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต 3 ข้อ ตั้งเป้าทุกภาคส่วนสะท้อนปัญหา หวังแก้ไขกฎหมายเดิม ผ่านโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน...
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล คณะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ในกรณีของเว็บไซต์สมัยใหม่ที่เรียกว่า เว็บ 2.0 ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการเผยแพร่เนื้อหาได้เอง โดยไม่ต้องผ่านผู้ดูแลเว็บไซต์นั้น ถือเป็น ผู้ให้บริการ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ยากที่จะตรวจตราข้อมูลทุกชิ้นได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ในคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมาในรอบสองปีพบว่า แม้ผู้ดูแลเว็บไซต์จะได้จัดการกับเนื้อหาดังกล่าวทุกครั้งที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือใช้ดุลยพินิจว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเอง
คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวต่อว่า ข้อบังคับและการบังคับที่ทำให้ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม นอกจากจะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แล้ว ยังมีแนวโน้มให้การกำกับดูแลเป็นไปได้อย่างยากลำบาก
นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอต่อประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สังคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อสารมวลชน ดังนี้
1.เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง
2.เจ้าหน้าที่รัฐ สังคม และสื่อสารมวลชน จำเป็นต้องปฏิบัติกับผู้ต้องหาในฐานะผู้บริสุทธิ์ และ
3.ผู้คนในสังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรม และพื้นที่ทั่วไปในสังคม
คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวด้วย ต้องการให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ร่วมสะท้อนปัญหาและประเด็นห่วงใย เพื่อนำไปสู่วิธีปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนแก้ไขกฎหมายเดิมและเสนอกฎหมายใหม่ ที่จำเป็นต่อสิทธิเสรีภาพในสังคมข้อมูลข่าวสาร อาทิ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ยังมิได้ตราเป็นกฎหมาย ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะประสานผ่านทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ที่เว็บไซต์ไอลอ(http://ilaw.or.th/) ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล คณะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า ในกรณีของเว็บไซต์สมัยใหม่ที่เรียกว่า เว็บ 2.0 ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการเผยแพร่เนื้อหาได้เอง โดยไม่ต้องผ่านผู้ดูแลเว็บไซต์นั้น ถือเป็น ผู้ให้บริการ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 หรือ พ.ร.บ.คอมฯ 2550 ด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ทำให้ยากที่จะตรวจตราข้อมูลทุกชิ้นได้ในทันที อย่างไรก็ตาม ในคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมาในรอบสองปีพบว่า แม้ผู้ดูแลเว็บไซต์จะได้จัดการกับเนื้อหาดังกล่าวทุกครั้งที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือใช้ดุลยพินิจว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดตามกฎหมายแล้วก็ตาม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเอง
คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวต่อว่า ข้อบังคับและการบังคับที่ทำให้ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม นอกจากจะไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้แล้ว ยังมีแนวโน้มให้การกำกับดูแลเป็นไปได้อย่างยากลำบาก
นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายฯ จึงมีข้อเสนอต่อประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สังคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ องค์กรบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อสารมวลชน ดังนี้
1.เจ้าหน้าที่ควรพยายามจับกุมผู้กระทำผิด มิใช่จับกุมตัวกลาง
2.เจ้าหน้าที่รัฐ สังคม และสื่อสารมวลชน จำเป็นต้องปฏิบัติกับผู้ต้องหาในฐานะผู้บริสุทธิ์ และ
3.ผู้คนในสังคมควรมีทัศนคติต่อพื้นที่ออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ และร้านอินเทอร์เน็ต ว่าเป็นดังเช่นกิจกรรม และพื้นที่ทั่วไปในสังคม
คณะกรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวด้วย ต้องการให้ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ สื่อสารมวลชน และประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ร่วมสะท้อนปัญหาและประเด็นห่วงใย เพื่อนำไปสู่วิธีปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนแก้ไขกฎหมายเดิมและเสนอกฎหมายใหม่ ที่จำเป็นต่อสิทธิเสรีภาพในสังคมข้อมูลข่าวสาร อาทิ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ยังมิได้ตราเป็นกฎหมาย ทั้งนี้เครือข่ายฯ จะประสานผ่านทางโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ที่เว็บไซต์ไอลอ(http://ilaw.or.th/) ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
เทรนด์ไมโครเตือนภัยบ็อตเน็ตบนไซเบอร
ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยเผยเป็นตัวแรกของอุปกรณ์เคลื่อนที่ ลวงให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดผ่านเว็บเกี่ยวกับมือถือ บ่งชี้ถึงการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงของมัลแวร์...
นายโจนาธาน ลีโอแพนโด ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ พบมัลแวร์ที่มีผลต่อระบบปฏิบัติการซิมเบียน “SYMBOS_YXES.B” สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เกี่ยวกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่เป็นอันตรายโดยผู้ใช้ไม่เกิดความสงสัย โดยไฟล์ Symbian Information Source (SIS) จะเก็บรวบรวมรหัสโทรศัพท์และรหัสของผู้สมัครใช้งาน รวมถึง ข้อมูลเครือข่ายที่อยู่ในอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ เพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ในการส่งข้อมูล
"นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวยังสามารถส่งเอสเอ็มเอสที่เป็นสแปมไปยังรายชื่อที่ติดต่อต่างๆ ของผู้ใช้ที่ได้มาจากเว็บไซต์และการเชื่อมต่อก่อนหน้านี้ โดยสรุปแล้ว สิ่งที่พบน่าจะเป็นลักษณะของบ็อตเน็ตบนโทรศัพท์มือถือ" ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บ.เทรนด์ ไมโครฯ กล่าว
ด้าน นายริก เฟอร์กูสัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความปลอดภัย บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ภายในปี 2552 จะพบบ็อตเน็ต 3G ตัวแรก และมีความเป็นไปได้สูงว่า เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและสามารถส่งข้อมูลกลับได้ เนื่องจาก รู้ตำแหน่งที่ตั้งในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในส่วนของมัลแวร์อุปกรณ์เคลื่อนที่อีกด้วย บริษัทต่างๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหมดขององค์กรได้รับการป้องกันด้วยไฟร์วอลล์ เพื่อสกัดกั้นการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อันตราย พร้อมดำเนินการป้องกัน สแปม เอสเอ็มเอส เข้ารหัสลับข้อมูล และให้ใช้การกรอง URL ร่วมด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
นายโจนาธาน ลีโอแพนโด ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ พบมัลแวร์ที่มีผลต่อระบบปฏิบัติการซิมเบียน “SYMBOS_YXES.B” สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เกี่ยวกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่เป็นอันตรายโดยผู้ใช้ไม่เกิดความสงสัย โดยไฟล์ Symbian Information Source (SIS) จะเก็บรวบรวมรหัสโทรศัพท์และรหัสของผู้สมัครใช้งาน รวมถึง ข้อมูลเครือข่ายที่อยู่ในอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ เพื่อเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ในการส่งข้อมูล
"นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวยังสามารถส่งเอสเอ็มเอสที่เป็นสแปมไปยังรายชื่อที่ติดต่อต่างๆ ของผู้ใช้ที่ได้มาจากเว็บไซต์และการเชื่อมต่อก่อนหน้านี้ โดยสรุปแล้ว สิ่งที่พบน่าจะเป็นลักษณะของบ็อตเน็ตบนโทรศัพท์มือถือ" ทีมสื่อสารด้านเทคนิค บ.เทรนด์ ไมโครฯ กล่าว
ด้าน นายริก เฟอร์กูสัน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความปลอดภัย บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ กล่าวว่า ภายในปี 2552 จะพบบ็อตเน็ต 3G ตัวแรก และมีความเป็นไปได้สูงว่า เรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ ไฟล์ดังกล่าวได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและสามารถส่งข้อมูลกลับได้ เนื่องจาก รู้ตำแหน่งที่ตั้งในการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในส่วนของมัลแวร์อุปกรณ์เคลื่อนที่อีกด้วย บริษัทต่างๆ ควรตรวจสอบให้แน่ใจ ว่าอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหมดขององค์กรได้รับการป้องกันด้วยไฟร์วอลล์ เพื่อสกัดกั้นการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อันตราย พร้อมดำเนินการป้องกัน สแปม เอสเอ็มเอส เข้ารหัสลับข้อมูล และให้ใช้การกรอง URL ร่วมด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เทคนิคโหลดวิดีโอจากยูทูบง่ายเกินคาด
ไม่ต้องลงโปรแกรม หรือติดตั้งปลั๊กอินใดๆ ในเบราว์เซอร์ให้ยุ่งยาก แค่เว็บไซต์เดียวซึ่งมีวิธีการใช้งานที่ไม่ต้องจำ ไม่ต้องสอน ก็ "สอย" วิดีโอดีๆ นับล้านๆ คลิปที่อยู่ในยูทูบได้ฟรีๆ
วิธีการก็เพียงแค่ เมื่อเปิดเจอวิดีโอไหนที่ต้องการดาวน์โหลด ก็แค่พิมพ์คำว่า "kick" ลงไปหน้าลิงก์นั้น ๆ
เช่น ลิงก์ของวิดีโอผู้จัดการมีที่อยู่เว็บดังนี้http://www.youtube.com/watch?v=u7-44fgpss8
เราก็เพียงพิมพ์คำว่า kick ลงไปข้างหน้าคำว่า Youtube ดังนี้ http://kickyoutube.com/watch?v=u7-44fgpss8
ก็จะมีแถบเครื่องมือของ KickYouTube ปรากฏอยู่ด้านบนของหน้าเว็บเพจปกติของยูทูบ
ขั้นตอนดาวน์โหลด
1. เลือกนามสกุลไฟล์ที่ต้องการนำไปใช้งาน ได้แก่ FLV, MPG, MP3, HD, MP4, iPhone
2. กดที่ปุ่มด้านขวามือที่เขียนว่า "Go"
3. จะมีป๊อปอัพขึ้นมาให้คุณกด "Save"
KickYouTube ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไว และเร็ว ในการดาวน์โหลดวิดีโอจากยูทูบที่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการ online
วิธีการก็เพียงแค่ เมื่อเปิดเจอวิดีโอไหนที่ต้องการดาวน์โหลด ก็แค่พิมพ์คำว่า "kick" ลงไปหน้าลิงก์นั้น ๆ
เช่น ลิงก์ของวิดีโอผู้จัดการมีที่อยู่เว็บดังนี้http://www.youtube.com/watch?v=u7-44fgpss8
เราก็เพียงพิมพ์คำว่า kick ลงไปข้างหน้าคำว่า Youtube ดังนี้ http://kickyoutube.com/watch?v=u7-44fgpss8
ก็จะมีแถบเครื่องมือของ KickYouTube ปรากฏอยู่ด้านบนของหน้าเว็บเพจปกติของยูทูบ
ขั้นตอนดาวน์โหลด
1. เลือกนามสกุลไฟล์ที่ต้องการนำไปใช้งาน ได้แก่ FLV, MPG, MP3, HD, MP4, iPhone
2. กดที่ปุ่มด้านขวามือที่เขียนว่า "Go"
3. จะมีป๊อปอัพขึ้นมาให้คุณกด "Save"
KickYouTube ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไว และเร็ว ในการดาวน์โหลดวิดีโอจากยูทูบที่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไป
ขอบคุณข้อมูลจาก ผู้จัดการ online
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
