วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Windows XP : ชอร์ตคัตสำหรับรีสตาร์ต

ชอร์ตคัต ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับมือใหม่อีกหลายๆ คน เพราะบางทีการที่จะให้มานั่งจำว่า ต้องกดหลายๆ ปุ่มพร้อมกัน หรือมีขั้นตอนการคลิ้กเกินกว่า 3 ครั้ง แถมแต่ละครั้งมีไดอะล็อกบ็อกซ์พร้อมปุ่มต่างๆ ให้ต้องตัดสินใจอีก ถ้าคลิ้กผิดก็อาจสร้างความเสียหายตามมาอีก สารพัดความกลัวที่มือใหม่มีต่อการใช้งาน ซึ่งความจริงมันไม่ได้ยากเลย แต่เมื่อเป็นความต้องการของเพื่อนๆ แล้ว นายเกาเหลาจะปฏิเสธได้อย่างไร จริงมั้ยครับ ?

ก่อนหน้านี้ นายเกาเหลาเคยแนะนำวิธีสร้างชอร์ตคัตสำหรับชัตดาวน์ระบบมาแล้ว แต่ก็ไม่วาย ล่าสุดมีผู้อ่านอยากได้ชอร์ตคัตไว้สำหรับรีสตาร์ตระบบ ว่าแล้วเข้าเรื่องเลยดีกว่า ขั้นแรกคลิ้กขวาบนเดสก์ทอป เลือกคำสั่ง New, Shortcut จากนั้นในช่อง Type the location of the item ให้พิมพ์คำสั่งข้างล่างนี้เข้าไปครับ

%windir%\System32\shutdown.exe –r

คลิ้กปุ่ม Next ตั้งชื่อชอร์ตคัตว่า Restart ในช่อง Type a name for this shortcut แล้วคลิ้กปุ่ม Finish เพียงแค่นี้ คุณก็ได้ไอคอนชอร์ตคัตสำหรับรีสตาร์ตระบบแล้ว ไม่เชื่อก็ลองดับเบิลคลิ้กบนชอร์ตคัตอันนี้ เพื่อนๆ จะเห็นว่า ระบบจะรีสตาร์ตตัวเอง

ข้อสังเกต: ความลับของชอร์ตคัต Restart อยู่ที่สวิตช์ของคำสั่ง shutdown.exe นั่นก็คือ –r ซึ่งในกรณีของชอร์ตคัตสำหรับชัตดาวน์นั้น สวิตช์ที่ใช้จะเป็น –s คงจะจำกันได้นะครับ

ข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

เตือน!!! ใครใช้ password แบบนี้ เปลี่ยนซะ

สวัสดีค้าบ ผมนายเกาเหลาตัวจิงเสียงจิงมารายงานตัวกับสมาชิกเว็บไซต์ arip ทุกท่าน และเช่นเคยพบนายเกาเหลาก็ต้องมีสารพันทิปเทคนิคมาฝากทุกท่านอยู่แล้ว
วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และระบบใดๆ ก็ตามที่ต้องให้ผู้ใช้ป้อนรหัสผ่าน หรือ password ทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่หลายคนกลับมองข้าม ยังคงใช้พาสเวิร์ดง่ายๆ เพราะไม่อยากคิด อยากจำ ให้วุ่นวาย แฮคเกอร์ และผู้ไม่หวังดีก็เลยช่วยจำรหัสง่ายๆ เหล่านี้แทนผู้ใช้ซะเลย ข้างล่างนี้เป็น 10 พาสเวิร์ดที่เสียงอันตรายมากที่สุด และใครที่ใช้พาสเวิร์ดเหล่านี้ กรุณาเปลี่ยนด่วนที่สุด เพราะระบบของคุณอาจถูกเจาะได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ...ว่าแล้วไปดูกันครับว่า มีพาสเวิร์ดอะไรบ้าง

1. password
2. 123456
3. qwerty
4. abc123
5. letmein
6. monkey
7. myspace 1
8. password 1
9. blink182
10. (ชื่อของคุณ)

นอกจากไม่ควรเลือกใช้พาสเวิร์ดง่ายเหล่านี้แล้ว ผู้ใช้ยังไม่ควรใช้พาสเวิร์ดอันเดียวกับหลายๆ ระบบ โดยเฉพาะพาสเวิร์ดที่ใช้ในเว็บโซเชียลอย่าง h5, myspace และ facebook เพราะหากถูกแฮคได้ และเป็นพาสเวิร์ดเดียวกันกับอีแบงกิ้งของคุณแล้วล่ะก็...จึ๋ย!!! อย่าให้พูดเลยครับว่า จะเกิดอะไรขึ้น...
ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า ควรใช้พาสเวิร์ดผสมตัวอักษรกับตัวเลข เพราะมันจะใช้เวลาในการเจาะยาก และนานกว่าตัวอักษร หรือคำที่มีความหมาย...แม้นายเกาเหลาจะเคยพูดเรื่องนี้บ่อยแล้ว แต่เนื่องจากเพิ่งจะเดารหัสผ่านเข้าไปในโน้ตบุ๊กของหลานชายได้ด้วยชื่อของเขาเอง...เฮ่อ...

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เชื่อไหม? แฟลชไดรฟ์ใช้ได้นานแสนนาน

คุณผู้อ่านอาจจะเคยได้ยินมาว่า แฟลชไดรฟ์ ที่นิยมใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่ในขณะนี้ สามารถเขียนข้อมูลได้นับล้านครั้ง โห...อะไรจะคุ้มขนาดนั้น ถ้าใช้ได้นานขนาดนี้จริงก็ดีน่ะสิ แต่เอาเข้าจริงๆ ผู้ใช้จะพบว่า มันมักมีอันจากไปก่อนเวลาอันควรเรื่อยเลย

คำตอบแบบฟันธงก็คือ แฟลชไดรฟ์ทั่วไปไม่สามารถใช้บันทึกข้อมูลได้ถึงล้านครั้งหรอกครับ ขนาดผู้นำอย่าง Sandisk ยังออกมาบอกเลยว่า หน่วยความจำแฟลชของเขาสามารถทนต่อรอบการเขียนข้อมูล(write cycle) ได้ประมาณ 10,000 ครั้ง ซึ่งสำหรับคำว่า write cycle ในที่นี้หมายความว่า การเขียนและลบไฟล์นั้นออกไป

อย่างไรก็ตาม มันมีความเป็นไปได้ว่า หน่วยความจำบางส่วนในแฟลชไดรฟ์เสียไปแล้ว แต่เราก็ยังสามารถใช้ส่วนที่เหลือได้เป็นปกติ เพียงแต่จะไม่สามารถเขียนข้อมูลลงบนส่วนที่เสียหายได้เท่านั้น ความรู้สึกว่า แฟลชไดรฟ์ของผู้ใช้ก็คือ มันยังปกตินั่นเอง

แฟลชไดรฟ์บางรุ่นที่ฉลาดหน่อยจะมีอัลกอริธึมที่ป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์เขียนข้อมูลซ้ำลงบนหน่วยความจำเดิมอยู่บ่อยๆ โดยเลือกให้ไปเขียนในบริเวณอื่นบ้าง ด้วยวิธีนี้ก็จะแก้ปัญหาหน่วยความจำบางส่วนเสียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกเขียนบ่อยกว่าบริเวณอื่นนั่นเอง

ด้วยความที่หน่วยความจำประเภทนี้ไม่มีกลไกการเคลื่อนไหวใดๆ โอกาสที่มันจะเสียหายจึงมีน้อย แต่แล้วทำไมเพื่อนของนายเกาเหลาคนนึงถึงได้เปลี่ยนแฟลชไดรฟ์ในระยะเวลาไม่กี่เดือนทุกที พอสอบถามจึงได้ความว่า เขาใช้แฟลชไดรฟ์ในการถ่ายโอนไฟล์งานข้ามแผนก ตลอดจนรับไฟล์จากเครื่องลูกค้า เรียกได้ว่า วันหนึ่งๆ แฟลชไดรฟ์ของเขาต้องเสียบเข้า เสียบออกกับคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ บ่อยมาก ซึ่งมันอาจจะเกิดปัญหากับคอนเน็คเตอร์ยูเอสบีก็ได้ ทำให้ระบบแจ้งข้อผิดพลาดว่า ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ของเขาได้ ความจริงกรณีนี้ ชิปหน่วยความจำที่อยู่ภายในอาจจะไม่ได้เสียหายเลย แต่เป็นคอนเน็คเตอร์ต่างหากที่มีปัญหา

นอกจากนี้ การถอดแฟลชไดรฟ์ออกจากเครื่องขณะที่กำลังเขียนข้อมูลเข้าไป หรือใช้แฟลชไดรฟ์กับโน้ตบุ๊กที่แบตกำลังจะหมด เหตุการ์ณทั้งสองนี้ ระบบจะแจ้งว่า มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับแฟลชไดรฟ์ได้เหมือนกัน

สำหรับข้อผิดพลาดเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่า แฟลชไดร์ฟของคุณเสียแล้ว วิธีแก้ง่ายๆ ก็เพียงแค่ฟอร์แมตใหม่ อาการเพี้ยนก็จะหายไปแล้วครับ ยกเว้นปัญหาเกิดจากคอนเน็คเตอร์ USB

เพื่อความมั่นใจ ควรเลือกใช้แฟลชไดรฟ์จากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ อย่าซื้อเพราะแค่ถูกอย่างเดียว เพราะข้อมูลสำคัญที่อยู่ในแฟลชไดรฟ์อาจมีมูลค่ากว่าราคาของมันหลายเท่านัก และที่สำคัญอย่าไว้ใจอุปกรณ์พวกนี้มากเกินไป ควรจะทำสำรองไฟล์ข้อมูลสำคัญๆ ไว้บนสื่อบันทึกอื่นๆ ไว้ด้วย ขอให้คุณผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน โชคดีนะครับ

ข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

เตือน!!! แช่แข็งแบตฯโน้ตบุ๊กระวังบึ้ม

ก่อนอื่นต้องขอบคุณเพื่อนๆ สมาชิกทุกท่านที่ให้การต้อนรับบทความของนายเกาเหลานะครับ วันนี้นายเกาเหลาก็มีบทความที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย โดยเฉพาะผู้ใช้โน้ตบุ๊กไม่ควรพลาด!!!น้องสาวนายเกาเหลาถามว่า การนำแบตฯโน้ตบุ๊กที่เสื่อมคุณภาพไปแช่เย็น จะทำให้มันสามารถนำกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม หรือไม่? คำตอบคือ อย่าแม้แต่กระทั่งคิดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่แบบรีชาร์จ ที่ใช้กับโน้ตบุ๊ก หรือแบตเตอรี่ปกติทั่วไป

เพราะเวลาที่แบตเตอรี่ถูกแช่แข็ง มันจะขยายตัว ซึ่งอาจทำให้ตัวถัง หรือชิ้นส่วนที่อยู่ภายในแบตฯ เสียหาย และยังอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อนำแบตเตอรี่ไปใช้แล้วมันเกิดติดไฟขึ้นมาได้ ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในแบตเตอรี่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการลุกไหม้จนทำให้ต้องมีการเรียกคืนแบตเตอรี่หลายล้านก้อนที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ บางเหตุการณ์ถึงขั้นไฟไหม้บ้านเลยทีเดียวอย่างไรก็ตาม คุณสามารถนำแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่เป็นประจำ หรือแบตเตอรี่สำรองไปเก็บไว้ในตู้เย็นได้ แต่ต้องไม่ใช่ช่องแช่แข็งนะครับ ประเด็นที่ควรทำความเข้าใจก็คือ การนำแบตเตอรี่ไปใส่ตู้เย็นไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม แต่มันช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

เนื่องจากความร้อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของแบตเตอรี่ ดังนั้น การลดความร้อนจึงเป็นการยืดอายุของแบตฯ ไปโดยปริยาย การรักษาความเย็นให้กับแบตเตอรี่จะทำให้มันไม่เสื่อมเร็วนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ขีวิต"มัลติทาสก์"ทำได้มากแต่ไม่ค่อยดี

บทวิเคราะห์จากงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของการใช้ชีวิตที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน หรือ multitasking lifestyle ว่าเป็นอย่างไร? เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากทีเดียว โดยหากสังเกตผู้คนรอบๆ ตัวเราในปัจจุบันจะพบว่า พฤติกรรมการทำ"หลายอย่าง"พร้อมๆ กันได้หล่อหลอมกระบวนการคิดแบบใหม่ ตลอดจนความสนใจที่ถูกรบกวนได้ง่ายจนหาโฟกัสเรื่องที่สนใจไม่ได้เลย แม้จะปิดคอมพ์ หรือมือถือไปแล้วก็ตาม คุณผู้อ่านล่ะครับ เป็นอย่างนี้บ้าง หรือเปล่า?

ผลจากการทดสอบความสามารถในการให้โฟกัสในเรื่องทีกำลังสนใจกับกลุ่มนักเรียนที่ต้องเผชิญกับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาจากหลากหลายช่องทาง ตั้งแต่อ่าน-เขียนอีเมล์ ท่องเว็บสืบค้นข้อมูล ดูคลิปวิดีโอ แชต และโทรคุยกับเพื่อนๆ ปรากฎว่า นักเรียนกลุ่มนี้จะมีโฟกัสในเรื่องต่างๆ แย่กว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยต้องทำหลายอย่าง (low-multitasking)

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีที่ทำหลายงาน อย่างเช่น เด็กๆ จะทำการบ้านได้แย่มากในขณะที่ดูทีวีไปด้วย ขณะเดียวกัน พนักงานจะมีผลิตภาพการทำงานทีดีขึ้นเมื่อไม่ต้องคอยตรวจสอบอีเมล์ทุกๆ 5 นาที "เราต้องการทราบว่า มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อผู้คนต้องทำหลายงานตลอดเวลา?" คลิฟฟอร์ด แนสส์ นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระบวนการคิดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว

ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ใน Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันจันทร์ทีผ่านมา โดยเขาและทีมงานได้ทำการศึกษากลุ่มนักเรียนตัวอย่าง 262 คนที่มีกิจวัตรประจำวันคือ "บริโภคสื่อ" หลากหลาย ซึ่งทีมวิจัยได้เปรียบเทียบนักเรียนที่ใช้ชีวิตแบบมัลติทาสก์สุดๆ กับกลุ่มที่ไม่ค่อยทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน โดยให้ทำแบบทดสอบบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อแรกพวกเขาจะต้องจำตัวเลขที่ล้อมกรอบด้วยสี่เหลี่ยมสีแดงที่อยู่รวมกับตัวเลขทีล้อมกรอบสีน้ำเงิน ส่วนข้อสองผู้เข้าร่วมทดสอบจะถูกสังให้จัดหมวดของกลุ่มคำต่างๆ ที่กระจัดกระจายให้เสร็จ แบบทดสอบข้อที่สามจะให้ระบุตัวอักษรที่ต้องการจากบนหน้าจอว่าอยู่ตรงไหนให้ได้ และจะทดสอบซ้ำด้วยการระบุตัวอักษรทีให้ค้นหาในตอนแรกว่าจำได้มากน้อยแค่ไหน โดยในทุกการทดสอบ ปรากฎว่า นักเรียนที่ใช้เวลาน้อยที่สุดกับการอ่านอีเมล์ ท่องเว็บ คุยโทรศัพท์ และดูทีวี จะสามารถทำแบบสอบถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"มันเป็นเรื่องของการทดสอบทางจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน โดยในการทดสอบข้อแรก ผู้ทดสอบที่ทำได้ไม่ค่อยดี จะมีปัญหาเรื่องการแยกแยะข้อมูลข่าวสารทีไม่สัมพันธ์กัน เมื่อขาดสมาธิ (ให้เลือกเฉพาะตัวเลขที่ล้อมกรอบด้วยสีแดง) ส่วนการทดสอบที่สอง จะสะท้อนผลลัพธ์ของความสามารถในการจัดแบ่งสิ่งของ หรือเรื่องราวต่างๆ ในสมอง และข้อสุดท้ายจะทดสอบความเร็วในการสลับการทำสิ่งหนึ่งไปอีกสี่งหนึ่ง (จากให้มองหาเปลี่ยนเป็นจดจำ)" ทีมวิจัย อธิบายจุดประสงค์ของแบบทดสอบแต่ละข้อ

ความจริงแบบทดสอบที่ใช้เป็นเรื่องง่ายๆ และซับซ้อนน้อยกว่าสิ่งทีเกิดขึ้นในชีวิตจริงมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีแรงกดดันมากมายจากสังคมที่่ทำให้ผู้คนวันนี้ต้องใช้ชีวิตแบบมัลติทาสก์ โดยเฉพาะการที่พวกเราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารทีสามารถหลั่งไหลได้หลายช่องทาง บางคนต้องคอยทวีต อีเมล์ IM กับเพื่อนๆ หลายคน และเข้าไปในเว็บเพื่อดูข้อมูลอีกมากมายทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ไปจนถึงวิดีโอ ซึ่งมันกลายเป็นภาระที่ผูกติดชีวิตประจำวันไปแล้ว

Firefox : ปิด Auto-Complete ใน Address Bar

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ผู้ใช้บางท่านไม่ค่อยชอบฟังก์ชัน Auto Complete ที่ช่วยแนะนำแอดเดรสที่กำลังพิมพ์ด้วย URL ก่อนหน้านี้ที่เคยเข้าไปเยี่ยมชมในช่อง Address Bar ของ Firefox บ้างก็บอกว่า รำคาญ ที่มันคอยจะโผล่ขึ้นมา เลยอยากทราบวิธีปิดการทำงาน (disable) ฟังก์ชันนี้ ขอมา นายเกาเหลาก็จัดให้ครับ

งานนี้ไม่ได้เข้าไปแก้ที่ about:config แต่จะเข้าไปแก้ไขไฟล์ userChrome ซึ่งปกติถ้าเป็น Windows Vista/XP/2000 จะอยู่ในโฟลเดอร์

%AppData%\Mozilla\Firefox\Profiles\xxxxxxxx.default\chrome

แต่ถ้าเป็น 95/98/ME ก็จะเข้าไปที่

C:\WINDOWS\Application Data\Mozilla\Firefox\Profiles\xxxxxxxx.default\

โดย xxxxxxxx จะเป็นตัวหนังสือสุ่มที่มีความยาว 8 ตัวอักษร
เปิดไฟล์ userChrome.css ใช้โน้ตแพดก็ได้นะครับ จากนั้นพิมพ์ข้อความข้างล่างนี้เข้าไปครับ

/* Hide auto-complete in address bar */
#PopupAutoComplete, .autocomplete-tree {
visibility: hidden !important;
display: none !important; }

/* Remove arrow from Address bar */
.autocomplete-history-dropmarker {
display: none !important; }

จัดเก็บและปิดไฟล์ userChrome แล้วลองเปิดบราวเซอร์ Firefox อีกครั้ง คราวนี้ลองพิมพ์แอดเดรสของเว็บไซต์ใดๆ ก็ได้ที่เข้าไปประจำ จะสังเกตว่า ไม่มี Auto-Complete มากวนใจอีกแล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์

Windows XP : ถังขยะหาย ภาค 2

ความจริงนายเกาเหลาเพิ่งตอบคำถามเกี่ยวกับอาการถังขยะบนเดสก์ทอปหายไป เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดได้รับคำถามทำนองนี้อีก นายเกาเหลาก็เลยย้อนกลับไปดูคำตอบก่อนหน้านี้ ปรากฏว่า เป็นการแก้ปัญหาถังขยะ หรือ Recycle Bin ของ Windows Vista แต่อีเมล์ที่สอบถามเข้ามาครั้งนี้มาจากผู้ใช้ Windows XP ครับ ก็เลยถือโอกาสตอบในตอนนี้เลยแล้วกันนะครับ

วิธีแรก คลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างของเดสก์ทอปแล้วเลือกคำสั่ง Properties คลิ้กแท็บ Desktop แล้วคลิ้กปุ่ม Customize Desktop สังเกตตรงกลางของไดอะล็อกบ็อกซ์จะมีไอคอนต่างๆ ที่มักจะพบเห็นบนเดสก์ทอป คลิ้กเลือกไอคอนรูปถังขยะ Recycle Bin แล้วคลิ้กปุ่ม Restore Default จากนั้นคลิ้กปุ่ม OK คราวนี้ลองกลับไปสังเกตเดสก์ทอปของคุณ ซึ่งตอนนี้ ไอคอน Recycle Bin ควรจะกลับมาแล้ว แต่ถ้ายังไม่เห็นก็อย่าหมดหวังนะครับ เพราะนายเกาหลายังมีอีกวิธีหนึ่งที่อยากให้ลองพยายามอีกครั้ง

วิธีที่สอง ให้คลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างของ Taskbar จากนั้นเลือกคำสั่ง Toolbars เลือก Desktop สังเกตที่ท้ายสุดของ Taskbar (ติดกับ System Tray) จะปรากฏคำว่า Desktop ที่ข้างๆ มีปุ่มหัวลูกศรซ้อนกัน ให้เพื่อนๆ คลิ้กขวาบนปุ่มลูกศรดังกล่าว ซึ่งคุณจะเห็นออปชันของไอคอนต่างๆ มากมายปรากฏขึ้นมา แน่นอนว่า หนึ่งในนั้นควรจะต้องมี Recycle Bin อยู่ด้วย ให้เลื่อนไฮไลต์ไปยังรายการดังกล่าว คลิ้กค้างลากแล้วนำไอคอน Recycle Bin มาวางบนเดสก์ทอป Windows XP จะติดตั้งไอคอน Recycle Bin บนเดสก์ทอปให้กับเพื่อนๆ โดยอัตโนมัติ แต่ถ้ายังไม่สำเร็จอีก นายาเกาเหลาก็ยังมีวิธีสุดท้ายมานำเสนอครับ

วิธีที่สาม คลิ้กขวาบนพื้นที่ว่างของ Taskbar ไปที่ Toolbars เลือกคำสั่ง New Toolbar… ซึ่งเพื่อนๆ จะพบว่า มันมีตัวเลือก Recycle Bin อยู่ในนี้ด้วย ให้คลิ้กลากแล้ววางไอคอนของ Recycle Bin ที่เห็นลงบน Desktop ของคุณ เพียงแค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

นายเกาเหลาเชื่อว่า ถ้า RecycleBin ของคุณไม่เสียหายร้ายแรง หรือระบบปฏิบัติการไม่เอ๋อจนเกินไป ทั้ง 3 วิธีนี้จะต้องมีวิธีหนึ่งที่ช่วยเรียกถังขยะกลับมาได้อย่างแน่นอนครับผม

ขอบคุณข้อมูลจาก คอมพิวเตอร์ทูเดย์